เมื่อมีเรื่องต้องใช้เงินก้อนกะทันหัน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ หรือค่าเทอมลูก คนจำนวนมากตัดสินใจจากคำถามเดียวคืออนุมัติเร็วไหม ทั้งที่คำถามที่ควรถามคือ ทั้งก้อนจะจ่ายคืนเท่าไหร่ และจะจบเมื่อไหร่
บัตรกดเงินสดกับสินเชื่อส่วนบุคคล ฟังดูคล้ายกันและมักมาจากผู้ให้บริการรายเดียวกัน แต่โครงสร้างต่างกันมาก และความต่างนั้นแหละที่ตัดสินว่าจะหลุดหนี้ได้เร็วหรือช้า
บัตรกดเงินสดคืออะไร
คือวงเงินหมุนเวียนที่อนุมัติไว้ล่วงหน้า เบิกเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ ไม่ใช้ก็ไม่เสียดอกเบี้ย เมื่อจ่ายคืนแล้ววงเงินจะกลับมาให้ใช้ใหม่
ลักษณะสำคัญ
- ดอกเบี้ยคิดตามยอดที่เบิกจริง และคิดเป็นรายวันตั้งแต่วันที่กดเงิน โดยทั่วไปไม่มีช่วงปลอดดอกเบี้ยเหมือนการรูดซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิต
- จ่ายขั้นต่ำได้ตามที่กำหนด ทำให้ภาระต่อเดือนดูเบา
- ไม่มีวันจบที่แน่นอน ตราบใดที่ยังจ่ายแค่ขั้นต่ำและยังกดเพิ่ม
- เหมาะกับความต้องการเงินระยะสั้นมากที่รู้แน่ว่าจะคืนได้เร็ว
สินเชื่อส่วนบุคคลคืออะไร
คือการกู้เงินก้อนครั้งเดียว รับเงินเข้าบัญชีทั้งจำนวน แล้วผ่อนคืนเป็นงวดเท่าๆ กันตามจำนวนงวดที่ตกลงกัน
ลักษณะสำคัญ
- รู้ยอดผ่อนต่อเดือนแน่นอนตั้งแต่วันแรก
- รู้วันจบชัดเจน เช่น 24 งวด หรือ 36 งวด
- ดอกเบี้ยมักคิดแบบลดต้นลดดอก ในหลายผลิตภัณฑ์อัตราจะต่ำกว่าบัตรกดเงินสด
- กู้ครั้งเดียวจบ ถ้าต้องการเพิ่มต้องยื่นใหม่ ซึ่งเป็นข้อดีในแง่วินัย
ความต่างที่สำคัญที่สุด
ความต่างจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขดอกเบี้ย แต่คือการมีวันจบหรือไม่มี
สินเชื่อส่วนบุคคลบังคับให้เราจ่ายเงินต้นทุกงวด หนี้จึงลดลงเรื่อยๆ และหมดตามกำหนด ส่วนบัตรกดเงินสดเปิดโอกาสให้จ่ายแต่ขั้นต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกินไปกับดอกเบี้ย เงินต้นแทบไม่ลด และเมื่อวงเงินว่างขึ้นก็มักถูกกดออกมาใช้อีก
นี่คือสาเหตุที่คนจำนวนมากจ่ายบัตรกดเงินสดมาหลายปีแล้วยอดหนี้แทบไม่ขยับ
อ่านต้นทุนที่แท้จริงตรงไหน
สิ่งที่ต้องดูคืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี ซึ่งรวมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทั้งหมดไว้แล้ว ตัวเลขนี้ผู้ให้บริการต้องแจ้งตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
นอกจากนั้นให้มองหา
- ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดต่อครั้ง ซึ่งบัตรกดเงินสดหลายใบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดที่กด
- ค่าธรรมเนียมรายปี
- ค่าปรับกรณีจ่ายช้า และผลต่อประวัติเครดิต
- ค่าปรับกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด สำหรับสินเชื่อบางประเภท
- เงื่อนไขดอกเบี้ยโปรโมชันว่าใช้ได้กี่เดือน แล้วหลังจากนั้นปรับขึ้นเป็นเท่าไหร่
วิธีเปรียบเทียบที่ตรงที่สุดคือ คำนวณว่าตลอดสัญญาจะจ่ายคืนรวมทั้งหมดกี่บาท แล้วเทียบกับเงินที่ได้รับจริง ตัวเลขส่วนต่างนั้นคือราคาของการกู้ครั้งนี้
กับดักที่ทำให้เป็นหนี้ยาว
- จ่ายขั้นต่ำเป็นนิสัย ทำให้ดอกเบี้ยเดินทุกวันและเงินต้นไม่ลด
- กดเงินสดจากบัตรเครดิต ซึ่งคิดดอกเบี้ยทันทีและมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม
- เปิดหลายวงเงินพร้อมกัน เพราะแต่ละที่อนุมัติง่าย ทำให้ยอดรวมเกินความสามารถในการจ่าย
- ขยายจำนวนงวดออกไปเพื่อให้ค่างวดต่อเดือนดูน้อย ทั้งที่ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้นมาก
- กู้ที่ใหม่มาโปะที่เก่าโดยไม่ลดรายจ่าย ซึ่งเป็นการเลื่อนปัญหาไปข้างหน้า
- เชื่อคำโฆษณาว่าดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ โดยไม่อ่านว่าใช้ได้กี่เดือนและมีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง
ถ้าจำเป็นต้องกู้ ควรทำอย่างไร
- เขียนให้ชัดก่อนว่าต้องใช้เท่าไหร่ และกู้เท่านั้น อย่ากู้เผื่อ
- ดูก่อนว่ามีทางเลือกที่ถูกกว่าไหม เช่น สหกรณ์ที่ทำงาน กองทุนสวัสดิการ การขอผ่อนกับโรงพยาบาลโดยตรง หรือการขายทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้
- เลือกผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล อย่าใช้เงินกู้นอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยสูงกว่ามากและไม่มีการคุ้มครอง
- คำนวณว่ายอดผ่อนรวมทุกก้อนต่อเดือนไม่ควรเกินประมาณหนึ่งในสามของรายได้
- เลือกจำนวนงวดที่สั้นที่สุดเท่าที่ยังผ่อนไหว
- ตั้งหักบัญชีอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้พลาดงวดจนเสียประวัติ
- เก็บสัญญาและตารางผ่อนไว้ให้ครบ
ถ้ามีหนี้อยู่แล้วและเริ่มไม่ไหว
อย่ารอจนค้างชำระหลายงวด เพราะทางเลือกจะน้อยลงเรื่อยๆ สิ่งที่ควรทำคือติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งอาจได้ลดดอกเบี้ยหรือขยายเวลา และในประเทศไทยยังมีช่องทางกลางอย่างคลินิกแก้หนี้และงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ที่จัดเป็นระยะ
หลักคือ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่อยากได้เงินคืนมากกว่าอยากฟ้อง การเข้าไปคุยก่อนจึงมักได้เงื่อนไขดีกว่าการเงียบหาย
สรุป
บัตรกดเงินสดยืดหยุ่นแต่ไม่มีวันจบ สินเชื่อส่วนบุคคลแข็งกว่าแต่บังคับให้หนี้ลดลงจริง ถ้ารู้ว่าจะคืนได้ภายในเวลาสั้นมากและวินัยดี บัตรกดเงินสดพอไหว แต่ถ้าเป็นเงินก้อนที่ต้องใช้เวลาผ่อนหลายเดือนขึ้นไป สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวันจบชัดเจนมักจบถูกกว่าและปลอดภัยกว่า
สิ่งที่ต้องดูเสมอคืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี และยอดรวมที่ต้องจ่ายคืนตลอดสัญญา ไม่ใช่ค่างวดต่อเดือนที่ดูน้อย
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย