ค่าไฟเป็นรายจ่ายที่คนบ่นมากที่สุดแต่ตรวจสอบน้อยที่สุด ส่วนใหญ่เปิดดูแค่ตัวเลขสุดท้าย ถอนหายใจ แล้วก็จ่าย
ปัญหาคือ ถ้าไม่รู้ว่าเงินไปอยู่ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวไหน การประหยัดก็จะกลายเป็นการเดินปิดไฟทั่วบ้าน ซึ่งได้ผลน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่กินไฟจริง
อ่านบิลค่าไฟทีละบรรทัด
บิลค่าไฟมีข้อมูลมากกว่าที่คนส่วนใหญ่ใช้ สิ่งที่ควรดูมีดังนี้
- เลขอ่านครั้งก่อนและครั้งหลัง เอามาลบกันคือหน่วยที่ใช้จริงในเดือนนั้น หน่วยคือกิโลวัตต์ชั่วโมง
- จำนวนหน่วยที่ใช้ นี่คือตัวเลขที่ต้องจับตา ไม่ใช่จำนวนเงิน เพราะจำนวนเงินขึ้นกับค่าไฟฟ้าผันแปรที่เปลี่ยนได้
- ค่าไฟฟ้าฐาน คิดตามอัตราขั้นบันได ยิ่งใช้มากราคาต่อหน่วยยิ่งแพงขึ้น
- ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือที่เรียกกันว่าค่าเอฟที เป็นตัวปรับตามต้นทุนเชื้อเพลิง ประกาศเป็นรายงวด
- ค่าบริการรายเดือน
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคืออัตราขั้นบันได เพราะมันหมายความว่าการใช้เกินขึ้นไปอีกนิดเดียวในเดือนที่ใช้เยอะอยู่แล้ว จะโดนคิดในอัตราที่แพงกว่าเดิม การลดหน่วยลงมาให้อยู่ขั้นล่างจึงคุ้มกว่าที่คิด
เช็กก่อนว่าแพงเพราะอะไร
เปรียบเทียบจำนวนหน่วยกับเดือนก่อนและกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว จะแยกได้เป็นสามกรณี
- หน่วยเท่าเดิมแต่เงินเพิ่ม แปลว่าค่าไฟฟ้าผันแปรหรืออัตราปรับขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเรา
- หน่วยเพิ่มขึ้นตามฤดู เช่น หน้าร้อนแอร์ทำงานหนักขึ้นมาก เป็นเรื่องปกติแต่ลดได้
- หน่วยเพิ่มขึ้นผิดปกติแบบก้าวกระโดด ควรตรวจหาสาเหตุจริงจัง
ถ้าสงสัยว่าไฟรั่ว มีวิธีตรวจเบื้องต้นคือ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกตัวและถอดปลั๊กให้หมด แล้วไปดูมิเตอร์ว่ายังหมุนหรือตัวเลขยังเดินอยู่หรือไม่ ถ้ายังเดินแปลว่ามีการรั่วในระบบ ควรเรียกช่างมาตรวจ
สาเหตุอื่นที่พบบ่อยคือ ตู้เย็นเก่าเสื่อมสภาพ ปั๊มน้ำทำงานตลอดเวลาเพราะมีจุดรั่ว เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีปัญหา หรือแอร์ที่คอยล์สกปรกจนต้องทำงานหนักกว่าปกติ
คำนวณค่าไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าเอง
สูตรง่ายๆ ที่ใช้ได้กับทุกเครื่อง
หน่วยต่อวัน เท่ากับ กำลังไฟเป็นวัตต์ คูณจำนวนชั่วโมงที่ใช้ หารด้วย 1000
จากนั้นคูณด้วยค่าไฟเฉลี่ยต่อหน่วยของบ้านเรา ซึ่งหาได้จากการเอายอดเงินรวมในบิลหารด้วยจำนวนหน่วยที่ใช้ ตัวเลขนี้แม่นกว่าการไปหาอัตรามาตรฐานจากที่อื่น เพราะรวมค่าบริการและภาษีไปแล้ว
ตัวอย่างการคิดแบบไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขซับซ้อน เครื่องใช้ไฟฟ้า 1000 วัตต์ เปิด 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยพอดี ดังนั้นกาต้มน้ำ 2000 วัตต์ ต้ม 15 นาที ก็เท่ากับครึ่งหน่วย
ตัวไหนกินไฟจริง
ในบ้านทั่วไป ค่าไฟส่วนใหญ่มาจากของไม่กี่อย่าง
- เครื่องปรับอากาศ มักเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านที่เปิดแอร์ทุกคืน
- เครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน กำลังไฟสูงมากแม้จะใช้เวลาสั้น
- ตู้เย็น กินไฟไม่สูงต่อชั่วโมง แต่ทำงาน 24 ชั่วโมงทุกวัน
- เตารีด ไมโครเวฟ กาต้มน้ำ หม้อทอดไร้น้ำมัน กำลังไฟสูงแต่ใช้เป็นช่วง
- เครื่องซักผ้าแบบมีฮีตเตอร์ทำน้ำร้อน
ส่วนหลอดไฟแอลอีดี พัดลม และเครื่องชาร์จมือถือ กินไฟน้อยมากเมื่อเทียบกัน การไล่ปิดไฟจึงช่วยได้บ้างแต่ไม่ใช่ตัวชี้ขาด
ลำดับสิ่งที่ควรทำเพื่อลดค่าไฟจริง
เรียงจากผลมากไปน้อย
- ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26-27 องศาแล้วเปิดพัดลมช่วย การลดอุณหภูมิลงทุกหนึ่งองศาทำให้แอร์กินไฟเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ล้างแอร์ตามรอบอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง คอยล์และแผ่นกรองที่ตันทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นและเย็นช้าลง
- ปิดประตูหน้าต่างให้สนิทและติดผ้าม่านกันความร้อนในห้องที่เปิดแอร์
- ตั้งเวลาปิดแอร์ก่อนตื่นสักหนึ่งถึงสองชั่วโมง แล้วให้พัดลมทำงานต่อ
- ลดเวลาอาบน้ำอุ่น และปรับเครื่องทำน้ำอุ่นให้ไม่ร้อนเกินจำเป็น
- ตรวจตู้เย็น ยางขอบประตูต้องแนบสนิท ทดสอบด้วยการหนีบกระดาษแล้วดึง ถ้าดึงออกง่ายแปลว่ายางเสื่อม ควรเปลี่ยน อย่าตั้งตู้เย็นชิดผนังหรือใกล้เตา และอย่าใส่ของแน่นจนลมไม่เดิน
- เปลี่ยนหลอดไฟเก่าเป็นแอลอีดี
- ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีไฟสแตนด์บาย เช่น ทีวี กล่องรับสัญญาณ ไมโครเวฟ ซึ่งรวมกันแล้วก็มีผลอยู่บ้าง
- รีดผ้าทีเดียวหลายตัว แทนการเปิดเตารีดบ่อยครั้ง
- ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักเก่ามาก การเปลี่ยนเป็นรุ่นประหยัดไฟอาจคุ้มในระยะยาว โดยเฉพาะแอร์และตู้เย็นที่ใช้ทุกวัน
ถ้าคิดว่าบิลผิดพลาด
ทำได้โดยจดเลขมิเตอร์เองติดต่อกันสองสามวันเพื่อดูอัตราการใช้จริง เก็บบิลย้อนหลังไว้เปรียบเทียบ แล้วติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อขอตรวจสอบมิเตอร์ ซึ่งมีขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว
สรุป
การลดค่าไฟเริ่มจากการรู้ว่าเงินไปอยู่ที่ไหน อ่านบิลให้เป็น ดูจำนวนหน่วยไม่ใช่แค่ยอดเงิน คำนวณเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักด้วยสูตรวัตต์คูณชั่วโมงหารพัน แล้วทุ่มความพยายามไปที่แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น และตู้เย็น ซึ่งเป็นสามตัวที่กินไฟจริง มากกว่าการไล่ปิดหลอดไฟทั้งบ้าน
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย