ไม่มีเรื่องการเงินเรื่องไหนทำให้ครอบครัวและมิตรภาพพังได้เร็วเท่าการค้ำประกัน เพราะมันคือการที่คุณรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้ โดยไม่ได้เงินสักบาท
หลายคนเซ็นเพราะเกรงใจ เพราะคิดว่าเป็นแค่พิธี หรือเพราะเชื่อคำว่า "แค่เซ็นเฉยๆ ไม่ต้องจ่ายอะไรหรอก" ซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้คนไทยจำนวนมากเป็นหนี้โดยไม่ได้ใช้เงิน
ค้ำประกันคืออะไรกันแน่
การค้ำประกันคือสัญญาที่คุณรับปากกับเจ้าหนี้ว่า ถ้าลูกหนี้ไม่จ่าย คุณจะจ่ายแทน เป็นสัญญาระหว่างคุณกับเจ้าหนี้ ไม่ใช่ระหว่างคุณกับเพื่อน นั่นแปลว่าต่อให้เพื่อนหายไปไหน คุณก็ยังต้องรับผิดชอบต่อธนาคารหรือไฟแนนซ์อยู่ดี
สิ่งที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าค้ำแล้วรับผิดชอบแค่บางส่วน ความจริงคือปกติผู้ค้ำรับผิดชอบเต็มจำนวนหนี้ รวมดอกเบี้ยและค่าติดตามทวงถามด้วย
กฎหมายเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องค้ำประกันถูกแก้ไขครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2557 และ 2558 เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำมากขึ้น จุดสำคัญที่ควรรู้
- ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ค้ำรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ถือเป็นโมฆะ เดิมเจ้าหนี้มักใส่ข้อความนี้เพื่อให้ไล่เบี้ยผู้ค้ำได้ทันทีโดยไม่ต้องยุ่งกับลูกหนี้เลย
- เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำภายใน 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ถ้าไม่แจ้งตามกำหนด ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
- สัญญาค้ำประกันต้องระบุจำนวนเงินและระยะเวลาให้ชัดเจน การค้ำแบบไม่จำกัดจำนวนไม่จำกัดเวลาใช้ไม่ได้แล้ว
- ผู้ค้ำมีสิทธิเสนอชำระหนี้เมื่อถึงกำหนด เพื่อหยุดไม่ให้ดอกเบี้ยเดินต่อ
ข้อควรระวังคือกฎหมายนี้คุ้มครองบุคคลธรรมดาเป็นหลัก และการค้ำในนามนิติบุคคลหรือกรรมการบริษัทมีเงื่อนไขต่างออกไป
ความเสี่ยงที่คนมองไม่เห็นตอนเซ็น
- เครดิตบูโรของคุณจะแสดงภาระค้ำประกันด้วย ทำให้ตอนคุณไปกู้บ้านเองอาจได้วงเงินน้อยลงหรือไม่ผ่าน
- ถ้าถูกฟ้องและแพ้คดี อาจถูกยึดทรัพย์และอายัดเงินเดือน ปกติอายัดได้ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด และมีการกันส่วนขั้นต่ำไว้ให้ดำรงชีพ
- คำพิพากษาบังคับคดีได้นานถึง 10 ปี และหนี้ยังตกทอดถึงกองมรดกได้
- ผู้ค้ำที่จ่ายแทนแล้ว มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกหนี้ไม่มีเงินจ่ายเจ้าหนี้ ก็มักไม่มีเงินจ่ายคุณเช่นกัน
ถ้าจะเซ็นจริงๆ ต้องทำอะไรบ้าง
ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะช่วย อย่างน้อยทำสี่ข้อนี้
1. อ่านสัญญาทุกบรรทัด โดยเฉพาะจำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำ ระยะเวลา และเงื่อนไขการต่ออายุอัตโนมัติ
2. ขอสำเนาสัญญาเก็บไว้เอง อย่าเซ็นแล้วเดินออกมามือเปล่า
3. ตั้งกฎกับตัวเองว่าค้ำเท่าที่ยอมเสียได้ ถ้าจำนวนนั้นทำให้คุณเดือดร้อนเมื่อต้องจ่ายเอง แปลว่ามากเกินไป
4. ติดตามสถานะหนี้เป็นระยะ อย่ารอให้จดหมายทวงถามมาถึงบ้าน ขอให้ลูกหนี้ส่งหลักฐานการผ่อนให้ดูทุกเดือน
วิธีปฏิเสธโดยไม่เสียความสัมพันธ์
นี่คือส่วนที่ยากที่สุดจริงๆ เพราะคนไทยเกรงใจ เทคนิคที่ใช้ได้ผลคือปฏิเสธที่ระบบ ไม่ใช่ปฏิเสธที่ตัวเขา
- "เราเคยตกลงกับที่บ้านไว้ว่าจะไม่ค้ำให้ใครเลย ไม่ว่าใครก็ตาม ขอโทษจริงๆ นะ"
- "ตอนนี้เราติดผ่อนอยู่ ถ้าไปค้ำเพิ่มเครดิตเราจะเสีย แล้วบ้านที่กำลังจะกู้จะไม่ผ่าน"
- "ค้ำไม่ได้จริงๆ แต่ช่วยเป็นเงินได้ตามนี้ ให้ยืมได้เท่านี้ ไม่ต้องคืนก็ได้"
ข้อสุดท้ายคือหลักการที่นักวางแผนการเงินหลายคนแนะนำ คือถ้าจะช่วยเพื่อน ให้ช่วยเป็นจำนวนที่ยอมเสียได้ไปเลย แล้วถือว่าจบ ดีกว่าเซ็นค้ำเป็นหลักแสนหลักล้านซึ่งควบคุมอะไรไม่ได้เลย
ถ้าถูกทวงหนี้ในฐานะผู้ค้ำแล้วต้องทำยังไง
- อย่าเพิกเฉย และอย่าเซ็นเอกสารใหม่ใดๆ โดยยังไม่อ่าน การเซ็นรับสภาพหนี้อาจทำให้อายุความเริ่มนับใหม่
- ขอดูหลักฐานว่าเจ้าหนี้แจ้งภายใน 60 วันหรือไม่ ถ้าไม่ได้แจ้ง คุณอาจไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยส่วนที่เกิดหลังจากนั้น
- ตรวจว่าสัญญามีข้อความให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ ถ้ามีและเป็นสัญญาหลังกฎหมายแก้ไข ข้อนั้นเป็นโมฆะ
- ปรึกษาสภาทนายความหรือสำนักงานคุ้มครองสิทธิของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งให้คำปรึกษาฟรี สายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77
- เจรจาขอผ่อนชำระ ธนาคารส่วนใหญ่ยอมคุยมากกว่าที่คิด เพราะการฟ้องมีต้นทุน
สรุป
การค้ำประกันคือการเอาอนาคตทางการเงินของตัวเองไปวางเดิมพันกับวินัยของคนอื่น กฎหมายวันนี้คุ้มครองผู้ค้ำดีขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อนมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ถ้าจำเป็นต้องช่วยจริง ให้ช่วยเป็นเงินก้อนที่ยอมเสียได้ ดีกว่าเซ็นชื่อรับหนี้ที่ไม่มีวันควบคุมได้
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย