ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัท ลองเปิดสลิปเงินเดือนดูบรรทัดที่เขียนว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD คนจำนวนมากเห็นตัวเลขนี้ถูกหักทุกเดือนมาหลายปีแล้วแต่ไม่เคยรู้ว่ามันไปอยู่ที่ไหน โตขึ้นเท่าไหร่ หรือเลือกอะไรได้บ้าง
นี่เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะสำหรับพนักงานประจำส่วนใหญ่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือเงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดรองจากบ้าน และเป็นเงินก้อนเดียวที่นายจ้างช่วยออกให้ด้วย
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ย่อว่า PVD มาจาก Provident Fund เป็นกองทุนที่นายจ้างกับลูกจ้างช่วยกันสะสมเงินไว้ให้ลูกจ้างตอนออกจากงานหรือเกษียณ เป็นระบบสมัครใจ บริษัทไม่ได้มีทุกที่ ถ้าบริษัทมี พนักงานจะเลือกเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ในหลายกรณี
เงินในกองทุนแบ่งเป็น 4 ส่วน
- เงินสะสม คือส่วนที่หักจากเงินเดือนเรา ปกติเลือกได้ตั้งแต่ร้อยละ 2 ถึง 15 ของค่าจ้าง
- เงินสมทบ คือส่วนที่นายจ้างใส่ให้ มักใส่เท่ากับที่เราสะสม หรือใส่ตามอายุงาน
- ผลประโยชน์ของเงินสะสม คือกำไรจากการลงทุนของเงินส่วนเรา
- ผลประโยชน์ของเงินสมทบ คือกำไรจากการลงทุนของเงินส่วนนายจ้าง
จุดที่สำคัญที่สุดคือเงินสมทบจากนายจ้าง เพราะนี่คือเงินเดือนอีกก้อนที่บริษัทยินดีจ่ายให้ แต่จะจ่ายให้เฉพาะคนที่เข้ากองทุน ถ้าเราไม่เข้า เงินก้อนนี้เราไม่ได้เลย
ทำไมการสะสมน้อยจึงเสียเปรียบมาก
สมมติเงินเดือน 30,000 บาท บริษัทสมทบเท่ากับที่เราสะสม สูงสุดร้อยละ 10
- สะสมร้อยละ 3 เท่ากับเราใส่ 900 บาท บริษัทใส่ 900 บาท รวม 1,800 บาทต่อเดือน
- สะสมร้อยละ 10 เท่ากับเราใส่ 3,000 บาท บริษัทใส่ 3,000 บาท รวม 6,000 บาทต่อเดือน
ส่วนต่างที่เราจ่ายเพิ่มคือ 2,100 บาท แต่เงินที่เข้ากองทุนเพิ่มขึ้น 4,200 บาท เท่ากับได้ผลตอบแทนทันทีร้อยละ 100 ก่อนจะเริ่มลงทุนด้วยซ้ำ ไม่มีการลงทุนไหนในโลกให้ผลตอบแทนแบบนี้
หลักที่ใช้ได้เลยคือ ถ้าเงินเดือนพอใช้ ควรสะสมให้ถึงเพดานที่นายจ้างยังสมทบให้เป็นอย่างน้อย ต่ำกว่านั้นเท่ากับปฏิเสธเงินฟรี
ต่างจากประกันสังคมและ กบข. ยังไง
- ประกันสังคม เป็นระบบบังคับตามกฎหมายสำหรับลูกจ้างเอกชน จ่ายสูงสุดเดือนละ 750 บาท ให้สิทธิรักษาพยาบาล ว่างงาน คลอดบุตร และบำนาญชราภาพในอัตราที่กฎหมายกำหนด เราเลือกแผนลงทุนไม่ได้
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นระบบสมัครใจของแต่ละบริษัท เงินเป็นของเราทั้งก้อน เลือกสัดส่วนสะสมและเลือกแผนลงทุนได้ ผลตอบแทนขึ้นกับที่เราเลือก
- กบข. คือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ทำหน้าที่คล้าย PVD แต่สำหรับข้าราชการ
- ทั้งสามอย่างไม่ทับกัน พนักงานเอกชนมีทั้งประกันสังคมและ PVD ได้พร้อมกัน และควรมีทั้งสองอย่าง
เลือกแผนลงทุนอย่างไร
ทุกกองทุนจะมีแผนให้เลือกหลายแบบ ชื่อเรียกต่างกันไปแต่โครงหลักเหมือนกัน
- แผนตราสารหนี้ ลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ ความผันผวนต่ำ ผลตอบแทนระยะยาวมักอยู่ราวร้อยละ 1-3 ต่อปี
- แผนผสม มีทั้งตราสารหนี้และหุ้น สัดส่วนหุ้นมักอยู่ที่ร้อยละ 10-50 ผลตอบแทนกลางๆ
- แผนหุ้นสัดส่วนสูง ผันผวนมากในระยะสั้น แต่ระยะยาว 15-20 ปีมักให้ผลตอบแทนสูงสุด
- แผนสมดุลตามอายุ บางกองทุนมีให้เลือก ระบบจะลดสัดส่วนหุ้นลงเองเมื่อเราอายุมากขึ้น เหมาะกับคนที่ไม่อยากคอยปรับ
ความผิดพลาดที่พบมากที่สุดคือคนอายุ 25-35 ปีเลือกแผนตราสารหนี้ล้วนเพราะกลัวขาดทุน ทั้งที่ยังมีเวลาอีก 30 ปี ระยะเวลายาวขนาดนั้นคือเกราะกันความผันผวนที่ดีที่สุด และเงินที่โตช้าเกินไปจะแพ้เงินเฟ้อ
แนวทางกว้างๆ ที่ใช้กันคือ
- อายุต่ำกว่า 40 ปี รับความผันผวนได้ ควรมีหุ้นในสัดส่วนสูง
- อายุ 40-50 ปี ลดหุ้นลงมาระดับกลาง
- เหลือไม่ถึง 5-7 ปีก่อนเกษียณ ควรย้ายส่วนใหญ่ไปแผนที่ผันผวนน้อย เพื่อไม่ให้ตลาดขาลงมาเจอเงินก้อนสุดท้ายพอดี
ปกติปรับแผนได้ปีละ 1-2 ครั้งตามข้อบังคับของกองทุน
เรื่องภาษีที่ควรรู้
- เงินสะสมที่เราใส่ ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไข ซึ่งเมื่อรวมกับ RMF ประกันบำนาญ และกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ มีเพดานรวมกำหนดไว้ ควรเช็กตัวเลขปีปัจจุบันกับฝ่ายบุคคลหรือกรมสรรพากรก่อนวางแผน
- ถ้าถือจนอายุครบ 55 ปีและเป็นสมาชิกกองทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินที่ได้รับทั้งก้อนได้รับยกเว้นภาษี ข้อนี้สำคัญมาก
- ถ้าลาออกก่อนแล้วรับเงินออกมาเลย ส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์จะถูกนำไปคำนวณภาษี ทำให้เสียเงินไปฟรีๆ
ลาออกแล้วควรทำอย่างไร
นี่คือจุดที่คนทำพลาดมากที่สุดและเสียหายจริง มีทางเลือกดังนี้
- คงเงินไว้ในกองทุนเดิม ยังลงทุนต่อได้ เหมาะกับคนที่ยังไม่มีที่ใหม่หรือที่ใหม่ยังไม่มีกองทุน
- โอนย้ายไปกองทุนของนายจ้างใหม่ ทำให้อายุสมาชิกต่อเนื่อง เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดถ้าทำได้
- โอนไปกองทุน RMF for PVD ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ออกแบบมารับเงินก้อนนี้โดยเฉพาะ ยังรักษาสิทธิภาษีไว้ได้
- รับเงินออกมาเลย ได้เงินสดทันที แต่เสียภาษีและเสียโอกาสให้เงินเติบโตต่ออีกหลายสิบปี ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ
คนจำนวนมากลาออกแล้วกดรับเงินออกมาใช้ เพราะมองว่าเป็นเงินโบนัสก้อนหนึ่ง เงินสองแสนที่ถอนออกมาตอนอายุ 32 ปี ถ้าปล่อยให้โตต่อในแผนหุ้นจนอายุ 60 มีโอกาสกลายเป็นเงินหลายเท่าตัว นั่นคือราคาที่แท้จริงของการถอนออกมา
เช็กสถานะกองทุนของตัวเอง
- ขอ statement จากฝ่ายบุคคล หรือดูผ่านแอปของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ดูแลกองทุนนั้น
- สิ่งที่ต้องดู 3 อย่าง คือสัดส่วนที่เราสะสมกี่เปอร์เซ็นต์ แผนที่เราอยู่ตอนนี้คือแผนอะไร และผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5 ปีของแผนนั้น
- เช็กเงื่อนไขการสมทบของบริษัทด้วย บางที่สมทบเพิ่มตามอายุงาน เช่น ทำงานเกิน 5 ปีสมทบเพิ่มขึ้น ถ้าเรายังสะสมต่ำกว่าเพดาน เท่ากับพลาดส่วนเพิ่มนั้นไป
สรุป
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเครื่องมือเกษียณที่ดีที่สุดที่พนักงานประจำมี เพราะมีคนช่วยจ่าย ลดหย่อนภาษีได้ และถ้าถือครบเงื่อนไขก็ไม่เสียภาษีตอนรับเงิน
สามอย่างที่ควรทำสัปดาห์นี้ คือเช็กว่าตอนนี้สะสมกี่เปอร์เซ็นต์และเพิ่มให้ถึงเพดานที่นายจ้างสมทบ เช็กว่าอยู่แผนอะไรและเหมาะกับอายุตัวเองไหม และจำไว้ว่าถ้าย้ายงาน ให้โอนไม่ใช่ถอน
เงินก้อนนี้ไม่ต้องดูทุกวันเหมือนหุ้น แต่ควรดูปีละครั้ง เพราะการตัดสินใจครั้งเดียววันนี้จะมีผลต่อเงินตอนอายุ 60 มากกว่าการเก็บเงินเพิ่มเดือนละพันสองพันเสียด้วยซ้ำ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย