คนไทยส่วนใหญ่ไม่เขียนพินัยกรรม เหตุผลที่ได้ยินบ่อยคือรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา ทรัพย์สินยังไม่มาก หรือคิดว่าลูกหลานคงตกลงกันได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ คดีความเรื่องมรดกเกิดขึ้นเยอะที่สุดในครอบครัวที่ไม่มีพินัยกรรม เพราะเมื่อไม่มีเอกสารระบุเจตนา ทุกคนต่างเชื่อว่าตัวเองเข้าใจถูก
พินัยกรรมไม่ใช่เรื่องของคนรวยหรือคนสูงอายุ มันเป็นเอกสารที่บอกความต้องการของเราไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้คนที่เรารักต้องมาทะเลาะกันตอนที่เราไม่อยู่แล้ว
ถ้าไม่มีพินัยกรรม กฎหมายแบ่งให้อย่างไร
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดลำดับทายาทโดยธรรมไว้หกลำดับ
1. ผู้สืบสันดาน คือลูก และหลานในกรณีที่ลูกเสียชีวิตก่อน
2. บิดามารดา
3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา
หลักคือถ้ามีทายาทลำดับต้นอยู่ ลำดับถัดไปจะไม่ได้รับ ยกเว้นบิดามารดาซึ่งมีสิทธิรับร่วมกับลูกได้ ส่วนคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย โดยสัดส่วนขึ้นกับว่ามีทายาทลำดับใดอยู่ และต้องแยกสินสมรสออกมาก่อนด้วย
จุดที่หลายคนไม่รู้และสำคัญมากคือ คู่ที่อยู่กินกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันนานเท่าไหร่ก็ไม่มีสิทธิรับมรดก เว้นแต่มีพินัยกรรมระบุไว้ ส่วนลูกที่พ่อไม่ได้จดทะเบียนรับรอง ก็อาจต้องพิสูจน์ความเป็นบุตรก่อนจึงจะมีสิทธิ
กรณีเหล่านี้คือเหตุผลที่พินัยกรรมสำคัญ เพราะมันทำให้เจตนาของเราชนะการเดา
ประเภทพินัยกรรมที่ทำได้จริง
แบบที่คนทั่วไปใช้บ่อยมีสองแบบ
แบบเขียนเองทั้งฉบับ ต้องเขียนด้วยลายมือของผู้ทำเองทั้งฉบับ ห้ามพิมพ์ ห้ามให้คนอื่นเขียนแทน ต้องลงวันเดือนปีที่ทำ และลงลายมือชื่อผู้ทำ แบบนี้ไม่ต้องมีพยานก็มีผล ข้อดีคือทำเองได้ไม่มีค่าใช้จ่าย ข้อเสียคือถ้าลายมืออ่านยากหรือข้อความกำกวมก็อาจเกิดข้อโต้แย้ง
แบบธรรมดา พิมพ์ได้ ต้องลงวันเดือนปี ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานลงลายมือชื่อรับรอง แบบนี้เป็นที่นิยมเพราะอ่านง่ายและมีพยานยืนยัน
นอกจากนี้ยังมีแบบทำที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะช่วยจัดทำและเก็บรักษาไว้ให้ เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและค่าธรรมเนียมไม่สูง เหมาะกับคนที่ไม่มั่นใจในการเขียนเอง
ข้อผิดพลาดที่ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือมีปัญหา
- ไม่ลงวันเดือนปี ข้อนี้ทำให้พินัยกรรมเสียได้ และสำคัญมากเมื่อมีพินัยกรรมหลายฉบับ เพราะฉบับที่ทำภายหลังจะมีผลเหนือฉบับก่อน
- ให้ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมมาเป็นพยาน ทำให้ส่วนที่ยกให้พยานคนนั้นเสียไป
- ใช้พยานที่ไม่มีคุณสมบัติ เช่น ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือบุคคลวิกลจริต
- เขียนแบบเขียนเองทั้งฉบับแต่พิมพ์บางส่วน ทำให้ผิดรูปแบบ
- ระบุทรัพย์สินไม่ชัดเจน เช่น เขียนว่ายกที่ดินให้ลูกชาย แต่มีที่ดินหลายแปลงและมีลูกชายหลายคน
- ไม่บอกใครว่าเก็บพินัยกรรมไว้ที่ไหน ทำให้ไม่มีใครหาเจอเมื่อถึงเวลา
- ทำแล้วไม่ทบทวน ควรทบทวนทุกสามถึงห้าปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น แต่งงาน หย่า มีลูก ซื้อขายทรัพย์สินก้อนใหญ่
ควรมีอะไรอยู่ในพินัยกรรม
- ชื่อและเลขบัตรประชาชนของผู้ทำ ให้ระบุให้ชัด
- รายการทรัพย์สินที่ระบุเจาะจงได้ เช่น เลขที่โฉนด เลขทะเบียนรถ ชื่อธนาคารและเลขบัญชี
- ชื่อผู้รับพร้อมความสัมพันธ์และเลขบัตรประชาชน เพื่อไม่ให้สับสนกับคนชื่อเหมือน
- การตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งเป็นคนที่จะดำเนินเรื่องทางกฎหมายและแบ่งทรัพย์สินตามพินัยกรรม ควรระบุไว้เพราะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการร้องขอต่อศาล
- วันเดือนปีและลายมือชื่อ
เรื่องที่ควรจัดการควบคู่กันไป
- ทำบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้เป็นรายการ อัปเดตปีละครั้ง เพราะทายาทจะรับทั้งทรัพย์สินและหนี้สินเท่าที่มีในกองมรดก
- ตรวจดูผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันชีวิตและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะส่วนนี้จ่ายตามที่ระบุในกรมธรรม์ ไม่ผ่านพินัยกรรม
- รวบรวมข้อมูลบัญชีธนาคารและแอปการเงินไว้ในที่ที่คนในบ้านหาได้ พร้อมบอกคนที่ไว้ใจอย่างน้อยหนึ่งคน
- บอกครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่าทำพินัยกรรมแล้วและเก็บที่ไหน การบอกไว้ช่วยลดความขัดแย้งได้มากกว่าการเก็บเป็นความลับ
สรุป
พินัยกรรมคือเอกสารที่ทำให้เจตนาของเรามีผลตามกฎหมาย ถ้าไม่มี ทรัพย์สินจะแบ่งตามลำดับทายาทโดยธรรมซึ่งอาจไม่ตรงกับที่เราต้องการ และคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนจะไม่ได้อะไรเลย เริ่มได้ง่ายๆ ด้วยแบบเขียนเองทั้งฉบับ ลงวันเดือนปีให้ครบ ระบุทรัพย์สินและผู้รับให้ชัด ตั้งผู้จัดการมรดก และบอกคนในบ้านว่าเก็บไว้ที่ไหน บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป กรณีที่ทรัพย์สินซับซ้อนหรือครอบครัวมีความละเอียดอ่อน ควรปรึกษาทนายความหรือทำที่สำนักงานเขตเพื่อความรัดกุม
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย