หลายคนรู้ตัวว่าเข้าสู่วัยทองตอนที่ตื่นกลางดึกเพราะเหงื่อชุ่มหมอน ทั้งที่แอร์ก็เย็น หรือตอนที่หงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ จนตัวเองยังแปลกใจว่าเราเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ วัยทองไม่ใช่โรค มันคือช่วงเปลี่ยนผ่านตามธรรมชาติของฮอร์โมน แต่การที่มันเป็นธรรมชาติไม่ได้แปลว่าต้องทนไปเงียบๆ เพราะมีหลายอย่างที่ทำให้ช่วงนี้ผ่านไปได้สบายขึ้นมาก
วัยทองคืออะไร เริ่มเมื่อไหร่
ในผู้หญิง วัยทองหมายถึงช่วงที่รังไข่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจนประจำเดือนหมดไป ทางการแพทย์นับว่าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่อไม่มีประจำเดือนติดต่อกันครบ 12 เดือน คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 45-55 ปี โดยเฉลี่ยประมาณ 50 ปี
สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือช่วงก่อนหน้านั้น ที่เรียกว่าวัยใกล้หมดประจำเดือน มักเริ่มก่อนถึง 4-8 ปี นี่คือช่วงที่อาการรบกวนที่สุด เพราะฮอร์โมนไม่ได้ลดลงเรียบๆ แต่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน ประจำเดือนอาจมาถี่ขึ้น ห่างขึ้น มามากหรือน้อยผิดปกติ สลับกันไป หลายคนอายุ 42-43 แล้วเริ่มมีอาการ แต่ไม่คิดว่าเกี่ยวกับวัยทองเพราะประจำเดือนยังมาอยู่
ผู้ชายก็มีวัยทองเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนค่อยๆ ลดลงช้าๆ ปีละประมาณ 1% ตั้งแต่อายุ 30 กว่า ไม่ได้ลดฮวบเหมือนผู้หญิง อาการจึงคลุมเครือกว่า เช่น เพลียเรื้อรัง กล้ามเนื้อลดลง ไขมันหน้าท้องเพิ่ม อารมณ์ห่อเหี่ยว และความต้องการทางเพศลดลง
อาการที่เจอบ่อย
- ร้อนวูบวาบ รู้สึกร้อนขึ้นมาจากหน้าอกไล่ขึ้นหน้าและคอ หน้าแดง เหงื่อแตก นานไม่กี่นาทีแล้วหาย บางคนเป็นวันละหลายครั้ง
- เหงื่อออกกลางคืนจนต้องเปลี่ยนเสื้อ ทำให้หลับไม่สนิทและง่วงทั้งวัน
- นอนไม่หลับ หลับยาก หรือตื่นตีสามแล้วไม่หลับต่อ
- อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล บางคนมีอาการซึมเศร้าร่วม
- ความจำสั้น สมาธิสั้นลง หลายคนกลัวว่าตัวเองเป็นสมองเสื่อม ทั้งที่เป็นผลจากฮอร์โมนและการนอนไม่พอ
- ช่องคลอดแห้ง แสบ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ และปัสสาวะบ่อยหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะง่ายขึ้น
- ผิวแห้ง ผมบาง ข้อฝืดตอนตื่นนอน
- น้ำหนักขึ้นโดยเฉพาะรอบเอว ทั้งที่กินเท่าเดิม
อาการต่างกันมากในแต่ละคน บางคนแทบไม่รู้สึกอะไร บางคนถึงขั้นกระทบการทำงาน ไม่มีใครผิดปกติ
ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น สำคัญกว่าอาการที่รู้สึก
เอสโตรเจนไม่ได้ทำหน้าที่แค่เรื่องประจำเดือน มันช่วยรักษามวลกระดูกและช่วยปกป้องหลอดเลือดด้วย เมื่อฮอร์โมนลดลง
- มวลกระดูกลดเร็วขึ้นมากในช่วง 5-10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน เสี่ยงกระดูกพรุนและกระดูกหักในภายหลัง
- ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงผู้ชาย ไขมัน LDL มักสูงขึ้น
- กล้ามเนื้อลดลงเร็วขึ้น ส่งผลต่อการทรงตัวและการเผาผลาญ
สองเรื่องนี้ไม่มีอาการเตือน แต่มีผลกับสิบยี่สิบปีข้างหน้ามากกว่าอาการร้อนวูบวาบเสียอีก
วิธีดูแลตัวเองที่ทำได้เอง
จัดการเรื่องร้อนวูบวาบ
- สังเกตตัวกระตุ้นของตัวเอง ที่พบบ่อยคือของร้อน เผ็ด กาแฟ แอลกอฮอล์ และความเครียด
- ใส่เสื้อหลายชั้นบางๆ จะได้ถอดเพิ่มลดได้ เลือกผ้าที่ระบายอากาศ
- ห้องนอนเย็น ผ้าปูที่นอนบาง มีน้ำเย็นวางข้างเตียง
- การหายใจช้าๆ ลึกๆ ประมาณ 6 ครั้งต่อนาที เมื่อเริ่มรู้สึกร้อน ช่วยลดความรุนแรงได้ในบางคน
เรื่องกระดูกและกล้ามเนื้อ
- ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว ขึ้นบันได เต้น และเพิ่มการฝึกแรงต้านสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ไม่ต้องเข้ายิมก็ได้ ใช้ยางยืดหรือน้ำหนักตัวเอง
- แคลเซียมจากอาหารเป็นหลัก นม โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งกระดูก เต้าหู้ ผักใบเขียวเข้ม
- วิตามินดีจากแดดและอาหาร ถ้าไม่ค่อยโดนแดดควรปรึกษาแพทย์เรื่องการเสริม
เรื่องน้ำหนักและหัวใจ
- เพิ่มโปรตีนในแต่ละมื้อ ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและอิ่มนานขึ้น
- ลดน้ำตาลและแป้งขัดสี เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว
- ตรวจความดันและไขมันในเลือดสม่ำเสมอ อย่ารอให้มีอาการ
เรื่องนอนและอารมณ์
- เข้านอนตื่นนอนเวลาเดิม งดจอก่อนนอนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
- เลี่ยงคาเฟอีนหลังบ่ายและแอลกอฮอล์ก่อนนอน แอลกอฮอล์ทำให้หลับเร็วแต่ตื่นกลางดึก
- คุยกับคนใกล้ตัวให้เขาเข้าใจว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนไปมีสาเหตุจากร่างกาย ไม่ใช่เพราะเขา
- ถ้าอารมณ์ดิ่งจนไม่อยากทำอะไรติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ ไม่ใช่แค่วัยทอง ควรพบแพทย์
เรื่องช่องคลอดแห้ง
เป็นอาการที่คนไม่ค่อยพูดถึงเพราะเขิน แต่เป็นอาการที่รักษาได้ผลดีมาก มีทั้งเจลหล่อลื่นและยาเฉพาะที่ที่แพทย์สั่ง อย่าทนเงียบๆ เพราะอาการนี้ต่างจากอาการอื่นตรงที่มักไม่หายเองตามเวลา แต่จะค่อยๆ แย่ลง
เรื่องฮอร์โมนทดแทน
ฮอร์โมนทดแทนเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดสำหรับอาการร้อนวูบวาบและอาการทางช่องคลอด และช่วยเรื่องกระดูกด้วย แต่ไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคตับ หรือเลือดออกผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ต้องประเมินเป็นรายบุคคล
หลักที่ใช้กันคือ เริ่มเมื่อมีอาการรบกวนคุณภาพชีวิต ใช้ในขนาดที่น้อยที่สุดที่ได้ผล และทบทวนกับแพทย์เป็นระยะ อย่าซื้อฮอร์โมนหรืออาหารเสริมที่โฆษณาว่าปรับฮอร์โมนมากินเองเด็ดขาด
สัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์
- มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้วเกิน 1 ปี ข้อนี้ต้องตรวจเสมอ อย่ารอ
- ประจำเดือนมามากผิดปกติจนซีดเพลีย หรือมาถี่กว่าทุก 3 สัปดาห์
- อาการหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี
- ใจสั่น เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ อย่าเหมาว่าเป็นวัยทองอย่างเดียว
สรุป
วัยทองคือช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่จุดจบของอะไร อาการส่วนใหญ่ทุเลาลงตามเวลา แต่สิ่งที่ควรลงมือทำตั้งแต่วันนี้คือการดูแลกระดูก กล้ามเนื้อ และหัวใจ เพราะนั่นคือส่วนที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตในอีกยี่สิบปีข้างหน้า และถ้าอาการรบกวนชีวิตประจำวัน อย่าทน ปรึกษาแพทย์ได้ มีทางเลือกในการดูแลมากกว่าที่คิด
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย