ไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดอย่างหนึ่งในร่างกาย แต่แทบไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือ มันกรองเลือดประมาณ 180 ลิตรต่อวัน กำจัดของเสีย ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ ควบคุมความดัน และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ปัญหาที่ทำให้โรคไตน่ากลัวคือ ไตเสื่อมไปได้ถึงครึ่งหนึ่งโดยที่คนไข้ไม่รู้สึกอะไรเลย
สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม
อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคไตแน่ๆ แต่ถ้ามีหลายข้อร่วมกันและเป็นต่อเนื่อง ควรไปตรวจ
- ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติและฟองไม่ยุบง่าย อาจเป็นสัญญาณว่ามีโปรตีนรั่วออกมา
- บวมที่หลังเท้า ข้อเท้า หรือหนังตาบวมตอนเช้า เพราะไตขับน้ำและเกลือส่วนเกินได้ไม่ดี
- ตื่นมาปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้นกว่าเดิมชัดเจน
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด เพราะไตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง
- คันตามตัวโดยไม่มีผื่นชัดเจน จากของเสียที่สะสมในเลือด
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ รู้สึกมีรสโลหะในปาก
- ความดันโลหิตสูงขึ้นและคุมยากกว่าเดิม
ใครควรตรวจไตเป็นประจำ
กลุ่มที่ควรตรวจปีละครั้งเป็นอย่างน้อย ได้แก่ คนที่เป็นเบาหวาน คนที่เป็นความดันโลหิตสูง คนที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต คนอายุเกิน 60 ปี คนที่กินยาแก้ปวดกลุ่มลดการอักเสบเป็นประจำ คนอ้วน และคนที่เป็นโรคเกาต์หรือนิ่วในไต
การตรวจไม่ยุ่งยาก ใช้การตรวจเลือดดูค่าครีอะตินินและค่าการกรองของไตที่เรียกว่าอีจีเอฟอาร์ ร่วมกับตรวจปัสสาวะดูโปรตีน เบาหวานและความดันสูงเป็นสองสาเหตุอันดับต้นของโรคไตเรื้อรัง ถ้าคุมสองโรคนี้ได้ดี ก็ลดความเสี่ยงไตวายได้มาก
พฤติกรรมที่ทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัว
- กินยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นประจำต่อเนื่องหลายวันหลายเดือน
- ซื้อยาชุดหรือยาสมุนไพรที่ไม่มีทะเบียนกินเอง โดยเฉพาะยาชุดแก้ปวดที่มักผสมสเตียรอยด์
- กินเค็มจัดเป็นปกติ ทั้งจากน้ำปลา ซอส ผงชูรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป
- ดื่มน้ำน้อยจนปัสสาวะเข้มเป็นประจำ
- กลั้นปัสสาวะบ่อย ทำให้เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ
- ปล่อยเบาหวานหรือความดันไม่คุม เพราะรู้สึกว่ายังไม่มีอาการ
- กินอาหารเสริมโปรตีนปริมาณสูงเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์
เรื่องอาหาร ควรเลี่ยงและควรเลือก
ถ้ายังไม่เป็นโรคไต หลักสำคัญคือลดโซเดียม ควรได้ไม่เกินประมาณ 2000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่าเกลือประมาณหนึ่งช้อนชา ตัวการหลักไม่ใช่เกลือที่เราเติมเอง แต่คือซอสปรุงรส น้ำจิ้ม ซุปก้อน ผงปรุงรส อาหารกระป๋อง ไส้กรอก ลูกชิ้น และน้ำซุปบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
วิธีลดเค็มที่ทำได้จริงคือ ไม่วางน้ำปลาและซอสบนโต๊ะอาหาร ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง ไม่ซดน้ำซุปให้หมดชาม ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรแทนความเค็ม เช่น กระเทียม พริก มะนาว ตะไคร้ ใบมะกรูด และลดความเค็มลงทีละน้อยเพื่อให้ลิ้นปรับตัว ประมาณสองถึงสามสัปดาห์ลิ้นจะชิน
สำหรับคนที่ไตเสื่อมแล้ว เรื่องอาหารต้องปรับตามระยะโรคและค่าเลือด ทั้งปริมาณโปรตีน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต้องให้แพทย์และนักโภชนาการเป็นคนกำหนด ห้ามลดโปรตีนเองมากเกินไปเพราะทำให้กล้ามเนื้อสลายและภูมิต้านทานต่ำ
วิธีถนอมไตที่ทำได้ทุกวัน
- คุมความดันให้อยู่ในเป้าที่แพทย์กำหนด และวัดความดันที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
- คุมน้ำตาลถ้าเป็นเบาหวาน อย่าปล่อยเพราะรู้สึกว่าไม่มีอาการ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ให้ปัสสาวะออกมาสีเหลืองอ่อน ไม่เข้มจัด
- ขยับร่างกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เดินเร็วก็นับ
- เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำลายหลอดเลือดเล็กที่ไตใช้กรองเลือด
- ไม่ซื้อยาแก้ปวดหรือยาชุดกินเองต่อเนื่อง ปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
- ตรวจสุขภาพประจำปีและขอดูค่าไตทุกครั้ง เก็บผลไว้เทียบกับปีก่อน
สรุป
โรคไตเรื้อรังเงียบกว่าที่คิดและเมื่อมีอาการมักเสียการทำงานของไตไปมากแล้ว สิ่งที่ช่วยได้จริงคือคุมความดันและน้ำตาล ลดโซเดียมให้อยู่ราวหนึ่งช้อนชาต่อวัน ดื่มน้ำพอ ไม่กินยาแก้ปวดหรือยาชุดพร่ำเพรื่อ และตรวจค่าไตทุกปีถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลตัวเอง ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือแทนคำแนะนำของแพทย์ ถ้ามีอาการที่น่าสงสัยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัด
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย