คนส่วนใหญ่รู้ตัวว่ามีไขมันพอกตับจากการตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ใช่จากอาการ เพราะตับเป็นอวัยวะที่แทบไม่ส่งเสียงร้อง มันทนได้นานมาก และเมื่อเริ่มมีอาการชัดเจน มักหมายความว่าเสียหายไปเยอะแล้ว
ไขมันพอกตับคือภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับเกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักตับ ปัจจุบันถือเป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรังที่พบมากที่สุดในโลก และพบในคนไทยประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรผู้ใหญ่ ตัวเลขนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอาหารการกินที่เปลี่ยนไป
ไขมันพอกตับมี 2 แบบ
- แบบที่ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์ พบมากที่สุด เกิดจากอาหาร น้ำหนัก และภาวะดื้ออินซูลิน คนที่ไม่ดื่มเหล้าเลยก็เป็นได้ และเป็นกันเยอะ
- แบบที่มาจากแอลกอฮอล์ เกิดจากการดื่มปริมาณมากต่อเนื่อง ตับต้องใช้พลังงานไปกำจัดแอลกอฮอล์ก่อน จึงเผาผลาญไขมันได้น้อยลง
ทั้งสองแบบแยกเป็น 4 ระยะคล้ายกัน เริ่มจากไขมันสะสมเฉยๆ ซึ่งยังกลับมาเป็นปกติได้ ตามด้วยตับอักเสบ ตับเริ่มมีพังผืด และตับแข็ง ระยะแรกๆ รักษาให้กลับมาปกติได้จริง แต่พอถึงตับแข็งจะย้อนกลับไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่การรู้ตัวเร็วสำคัญมาก
ใครเสี่ยงมากกว่าคนอื่น
- น้ำหนักเกินหรือลงพุง โดยเฉพาะรอบเอวเกิน 90 ซม. ในผู้ชาย และ 80 ซม. ในผู้หญิง
- เป็นเบาหวานหรือภาวะดื้ออินซูลิน
- ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์สูง
- ดื่มน้ำหวาน ชานมไข่มุก น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้กล่องเป็นประจำ น้ำตาลฟรุกโตสถูกเปลี่ยนเป็นไขมันที่ตับโดยตรง
- ผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน
- ผอมแต่ไม่ออกกำลังกายและกินแป้งกับน้ำตาลมาก คนกลุ่มนี้มีจริงและมักถูกมองข้าม เพราะดูจากรูปร่างไม่ออก
อาการที่พอสังเกตได้
ระยะแรกมักไม่มีอาการเลย ถ้าจะมี มักเป็นอาการกว้างๆ ที่โยงกับหลายโรค
- เพลียง่าย ไม่สดชื่น แม้นอนพอ
- รู้สึกอึดอัดหรือแน่นใต้ชายโครงขวา
- ท้องอืด อาหารไม่ย่อยบ่อย
- ระยะที่แย่ลงแล้วอาจมีตัวเหลืองตาเหลือง ขาบวม ท้องโต ซึ่งเป็นสัญญาณของตับแข็ง ต้องพบแพทย์ทันที
เช็กตัวเองยังไง
- ตรวจเลือดดูค่าเอนไซม์ตับ ALT และ AST ถ้า ALT สูงกว่าปกติต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุอื่น เป็นเบาะแสสำคัญ ค่านี้อยู่ในผลตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไปแล้ว
- อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุด เห็นได้ว่าตับมีไขมันสะสมมากน้อยแค่ไหน ราคาไม่แพงและไม่เจ็บ
- การตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับ ใช้ในกรณีที่ต้องประเมินว่ามีพังผืดหรือยัง
- สำคัญมาก ค่าเอนไซม์ตับปกติไม่ได้แปลว่าไม่มีไขมันพอกตับ หลายคนมีไขมันพอกตับโดยที่ค่าเลือดยังปกติ ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ควรขออัลตราซาวด์เพิ่ม
อาหารที่ช่วยลดไขมันในตับ
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าต้องเลิกกินไขมัน ความจริงตัวการหลักคือน้ำตาลและแป้งขัดสีมากกว่าไขมันจากอาหาร
- ลดน้ำตาลที่ดื่มก่อนอื่น เครื่องดื่มหวานคือแหล่งฟรุกโตสที่ตับเปลี่ยนเป็นไขมันได้เร็วที่สุด ข้อนี้เห็นผลชัดที่สุดในทางปฏิบัติ
- เปลี่ยนข้าวขาวและขนมปังขาวเป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี หรือขนมปังโฮลวีตบางส่วน ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมดในวันเดียว
- กินโปรตีนให้พอทุกมื้อ ปลา ไข่ เต้าหู้ อกไก่ ถั่ว ช่วยให้อิ่มนานและรักษามวลกล้ามเนื้อระหว่างลดน้ำหนัก
- เพิ่มผักและใยอาหารให้ได้ครึ่งจาน ใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
- เลือกไขมันดี น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง ปลาทะเลที่มีโอเมกา 3 เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลดไขมันในตับ
- เลี่ยงของทอดซ้ำ ขนมอบกรอบ ครีมเทียม และเบเกอรีที่มีไขมันทรานส์
- กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าสัมพันธ์กับพังผืดในตับที่น้อยลง แต่ต้องเป็นกาแฟดำจริงๆ ไม่ใช่กาแฟเย็นใส่นมข้นหวาน
- ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ ควรลดหรือหยุด เพราะจะซ้ำเติมตับที่มีไขมันอยู่แล้ว
เรื่องน้ำหนักและการออกกำลังกาย
หลักฐานที่ชัดที่สุดในการรักษาไขมันพอกตับคือการลดน้ำหนัก
- ลดน้ำหนักได้ร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว ไขมันในตับลดลงชัดเจน
- ลดได้ร้อยละ 7-10 การอักเสบและพังผืดระยะต้นดีขึ้นได้
- ห้ามลดเร็วเกินไป การอดอาหารรุนแรงหรือลดเกิน 1 กก. ต่อสัปดาห์อาจทำให้ตับอักเสบมากขึ้น
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดไขมันในตับได้แม้น้ำหนักยังไม่ลด
- เพิ่มการฝึกกล้ามเนื้อ 2 วันต่อสัปดาห์ กล้ามเนื้อที่มากขึ้นช่วยจัดการน้ำตาลได้ดีขึ้น
เรื่องอาหารเสริมและสมุนไพร
ยังไม่มียาที่ใช้รักษาไขมันพอกตับได้ทุกกรณี วิตามินอีมีการใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่มแต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะขนาดสูงมีความเสี่ยง อาหารเสริมล้างตับที่โฆษณากันทั่วไปยังไม่มีหลักฐานว่าลดไขมันในตับได้ และบางชนิดกลับทำให้ตับอักเสบเพิ่ม ถ้าอยากใช้อะไร ควรถามแพทย์ก่อนเสมอ
สรุป
ไขมันพอกตับเป็นภาวะที่แก้กลับได้ ถ้ารู้ตัวในระยะต้น จุดที่ต้องจำคือมันแทบไม่มีอาการ ดังนั้นอย่ารอให้รู้สึกอะไร ถ้าอายุเกิน 35 ปี มีพุง เป็นเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรตรวจค่าเอนไซม์ตับและพิจารณาอัลตราซาวด์
การเปลี่ยนที่ให้ผลเร็วที่สุดไม่ใช่การซื้ออาหารเสริม แต่คือการเลิกเครื่องดื่มหวาน ลดแป้งขัดสี และเดินให้ได้วันละครึ่งชั่วโมง ตับเป็นอวัยวะที่ให้อภัยเก่งที่สุดในร่างกาย ถ้าเราเริ่มดูแลมันก่อนถึงระยะตับแข็ง
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย