มีคนกลุ่มหนึ่งที่แบกสองด้านพร้อมกันโดยไม่มีใครพูดถึงมากนัก คือคนวัยสามสิบถึงห้าสิบที่มีลูกยังเล็กหรือกำลังเรียน และมีพ่อแม่ที่เริ่มป่วย เริ่มเดินไม่ไหว หรือเริ่มหลงลืม
ต่างประเทศเรียกกลุ่มนี้ว่าแซนด์วิชเจเนอเรชัน เพราะถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองรุ่น จ่ายค่าเทอมข้างหนึ่ง จ่ายค่ายาอีกข้างหนึ่ง ลางานไปโรงพยาบาลตอนเช้า แล้วไปรับลูกตอนเย็น
บทความนี้ไม่ได้จะบอกให้อดทน แต่จะบอกว่าอะไรควรจัดการก่อน เพราะคนที่พังกลางทางมักไม่ใช่คนที่รักน้อย แต่คือคนที่พยายามแบกทุกอย่างคนเดียวโดยไม่วางระบบ
หลักข้อแรกที่คนไทยมักทำกลับด้าน
หลายคนยอมถอนเงินเก็บเกษียณของตัวเอง หรือกู้เพิ่ม เพื่อจ่ายค่ารักษาพ่อแม่และค่าเรียนลูกให้ครบทุกอย่าง
ปัญหาคือ ลูกยังมีเวลาอีกหลายสิบปีในการหาเงิน มีทางเลือกเรื่องทุน กู้ยืมเพื่อการศึกษา และเรียนสายที่ทำงานไปด้วยได้ แต่คุณไม่มีเวลาเหลือมากพอจะสร้างเงินเกษียณใหม่ทั้งก้อน และถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีเงินพอเลี้ยงตัวเอง คนที่จะต้องแบกต่อคือลูกคนเดิม
ลำดับที่ควรใช้คือ ประกันสุขภาพและเงินสำรองฉุกเฉินของตัวเองมาก่อน ตามด้วยค่าใช้จ่ายจำเป็นของพ่อแม่ แล้วค่อยเป็นค่าเรียนของลูกในส่วนที่มีทางเลือกอื่นทดแทนได้
เปิดตัวเลขจริงออกมาดูก่อน
ก่อนจะตัดสินใจอะไร ให้ทำตารางเดียวที่มีสามช่อง
- รายจ่ายประจำของพ่อแม่ ค่ายา ค่าหมอตามนัด ค่าผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ค่าคนช่วยดูแล ค่าน้ำค่าไฟบ้านหลังนั้น
- รายจ่ายประจำของลูก ค่าเทอม ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าเรียนพิเศษที่จำเป็นจริง
- รายได้และเงินเก็บของตัวเอง รวมถึงเงินที่พ่อแม่มีอยู่เอง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บำนาญ เงินฝาก และประกันที่เคยทำไว้
ครอบครัวจำนวนมากไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่มีอะไรอยู่บ้าง จนกระทั่งเกิดเรื่อง การนั่งคุยเรื่องนี้ตอนที่ท่านยังแข็งแรงและสื่อสารได้ชัด เป็นการประหยัดที่สุดที่ทำได้
สิทธิที่มีอยู่แล้วแต่คนไม่ได้ใช้
ก่อนควักเงินตัวเอง ให้ไล่ดูสิทธิเหล่านี้ให้ครบ
- สิทธิบัตรทองหรือสิทธิประกันสังคมของพ่อแม่ ครอบคลุมอะไรบ้าง และต้องไปโรงพยาบาลตามสิทธิที่ไหน
- สิทธิเบิกจ่ายตรงข้าราชการ ถ้าพ่อแม่เคยรับราชการ หรือถ้าเราเป็นข้าราชการเอง มักเบิกให้บิดามารดาได้
- เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ ถ้าเข้าเกณฑ์ ต้องไปขึ้นทะเบียนที่เทศบาลหรือ อบต.
- บริการเยี่ยมบ้านของ รพ.สต. ในพื้นที่ ซึ่งหลายที่มีทีมดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- การลดหย่อนภาษี ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
ข้อสุดท้ายนี้คนลืมบ่อยที่สุด ทั้งที่เป็นเงินที่ได้คืนจริงทุกปี
แบ่งงานกับพี่น้องให้ชัดก่อนจะทะเลาะ
ความขัดแย้งของพี่น้องมักไม่ได้เริ่มจากเรื่องเงิน แต่เริ่มจากความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม คนที่อยู่ใกล้ทำทุกอย่าง คนที่อยู่ไกลส่งเงินมาแล้วคิดว่าจบ
สิ่งที่ช่วยได้คือแยกให้ชัดว่าการดูแลมีสามอย่าง และทุกคนต้องรับอย่างน้อยหนึ่งอย่าง
- เงิน ใครจ่ายอะไร เดือนละเท่าไหร่ โอนวันไหน
- เวลา ใครพาไปหาหมอ ใครอยู่เวรวันหยุด ใครดูแลกลางคืน
- งานเอกสารและการตัดสินใจ ใครติดต่อโรงพยาบาล ใครเก็บประวัติการรักษา ใครคุยกับหมอ
เขียนลงกระดาษหรือแชทกลุ่มให้เห็นตรงกัน และทบทวนใหม่ทุกสองสามเดือน เพราะอาการของผู้สูงอายุเปลี่ยนได้เร็ว
เอกสารที่ควรจัดการตอนท่านยังสื่อสารได้
- บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารสิทธิการรักษา เก็บสำเนาไว้ที่เดียวและถ่ายรูปเก็บในมือถือ
- รายชื่อยาที่กินประจำ พร้อมขนาดและโรคประจำตัว เขียนใส่กระดาษแผ่นเดียวติดตู้เย็น มีประโยชน์มากตอนฉุกเฉิน
- บัญชีธนาคาร หนี้สิน และทรัพย์สินที่มี รู้ไว้ว่ามีอะไรอยู่ที่ไหน
- ความประสงค์เรื่องการรักษาในระยะท้าย ว่าท่านต้องการหรือไม่ต้องการอะไร ซึ่งกฎหมายไทยเปิดให้ทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าได้
- พินัยกรรม ถ้ามีทรัพย์สินที่อาจเป็นปัญหาภายหลัง
การคุยเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การแช่ง แต่คือการทำให้ลูกหลานไม่ต้องเดาใจในวันที่ตัดสินใจยากที่สุด
อย่าลืมว่าลูกก็กำลังมองอยู่
เด็กที่โตมาในบ้านแบบนี้มักถูกลดความสำคัญโดยไม่ตั้งใจ เพราะพ่อแม่หมดแรงไปกับปู่ย่าตายาย
สิ่งที่ช่วยได้คือพูดความจริงกับลูกตามวัย ว่าตอนนี้บ้านเรากำลังดูแลใครอยู่ ให้เขามีส่วนร่วมเล็กๆ เช่น ช่วยหยิบของ นั่งคุยเป็นเพื่อน อ่านหนังสือให้ฟัง และพยายามรักษาเวลาเฉพาะกับลูกไว้ให้ได้แม้จะสั้น สิบห้านาทีที่ตั้งใจจริง มีค่ากว่าสามชั่วโมงที่ใจไม่อยู่
เด็กที่ได้เห็นพ่อแม่ดูแลปู่ย่าอย่างมีศักดิ์ศรี มักซึมซับเรื่องนี้ไปตลอดชีวิต
ดูแลตัวเองก่อนจะหมดแรง
ภาวะหมดไฟของผู้ดูแลเป็นเรื่องจริงและมาแบบเงียบๆ สัญญาณที่ควรระวังคือ นอนไม่หลับเรื้อรัง หงุดหงิดง่ายผิดปกติ รู้สึกผิดตลอดเวลาว่าทำไม่ดีพอ เริ่มไม่อยากเจอใคร หรือมีความคิดหนีไปให้พ้น
สิ่งที่ช่วยได้จริง
- ยอมรับความช่วยเหลือเมื่อมีคนเสนอ และบอกให้ชัดว่าต้องการอะไร
- ใช้บริการดูแลระยะสั้นหรือจ้างคนช่วยเป็นครั้งคราว แม้จะแค่สัปดาห์ละครึ่งวัน
- อย่าเลิกไปหาหมอของตัวเอง คนดูแลจำนวนมากละเลยสุขภาพตัวเองจนป่วยตามไปด้วย
- หาคนที่คุยได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน กลุ่มผู้ดูแลด้วยกัน หรือนักจิตวิทยา
- อนุญาตให้ตัวเองเหนื่อยได้โดยไม่รู้สึกผิด ความเหนื่อยไม่ได้แปลว่ารักน้อยลง
สรุป
การอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อแม่กับลูกไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือช่วงชีวิตที่หนักที่สุดช่วงหนึ่งของคนธรรมดา ทางรอดไม่ได้อยู่ที่อดทนให้มากขึ้น แต่อยู่ที่เปิดตัวเลขให้เห็นจริง ใช้สิทธิที่มีให้ครบ แบ่งงานกับพี่น้องให้ชัด และรักษาตัวเองไว้ให้ได้ เพราะถ้าคนตรงกลางล้ม ทั้งสองข้างจะล้มตามไปด้วย
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย