คนส่วนใหญ่ไม่ได้สังเกตเห็นในวันเดียว มันค่อยๆ มาแบบเงียบๆ วันหนึ่งแม่โทรมาถามเรื่องเดิมที่เพิ่งคุยกันเมื่อเช้า อีกสัปดาห์ต่อมาพ่อขับรถไปตลาดที่ไปมาสามสิบปีแล้วเลี้ยวผิดซอย เราปลอบตัวเองว่า "ก็แก่แล้วนี่นา" ซึ่งบางครั้งก็จริง แต่บางครั้งก็ไม่
ความจำที่ถดถอยตามวัยเป็นเรื่องปกติของสมองที่ใช้งานมาเจ็ดสิบปี แต่ภาวะสมองเสื่อม (dementia) เป็นโรค ไม่ใช่ความแก่ และอัลไซเมอร์เป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุของภาวะนี้ ประมาณ 60-70% ของผู้ป่วยสมองเสื่อมทั้งหมด ที่ต้องแยกให้ออกเพราะถ้าเป็นโรคจริง การไปพบแพทย์เร็วมีผลกับคุณภาพชีวิตของทั้งบ้านอย่างมาก
แก่ตามวัย กับ สมองเสื่อม ต่างกันตรงไหน
เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงคือ "ลืมแล้วนึกออกทีหลัง" กับ "ลืมทั้งเหตุการณ์" และ "ยังใช้ชีวิตเองได้" กับ "เริ่มใช้ชีวิตเองไม่ได้"
แบบที่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ลืมชื่อคนที่ไม่ได้เจอนาน แต่นึกออกในภายหลัง
- วางของผิดที่บ้าง แล้วย้อนรอยหาจนเจอเอง
- ลืมนัด แต่พอเห็นปฏิทินก็นึกออกทันที
- คิดคำพูดไม่ออกชั่วครู่ แล้วก็นึกออก
- ตัดสินใจเรื่องเงินเรื่องบ้านได้เหมือนเดิม
แบบที่ควรพาไปพบแพทย์
- เล่าเรื่องเดิมซ้ำในบทสนทนาเดียวกันโดยไม่รู้ตัว หรือถามคำถามเดิมวันละหลายรอบ
- ลืมทั้งเหตุการณ์ ไม่ใช่แค่รายละเอียด เช่น ไม่รู้เลยว่าลูกเพิ่งมาเยี่ยมเมื่อวาน
- หลงทางในเส้นทางที่คุ้นเคยมาตลอดชีวิต
- ทำสิ่งที่เคยทำเป็นประจำไม่ได้ เช่น ทำกับข้าวเมนูที่ทำมาสี่สิบปีไม่ถูกขั้นตอน กดโทรศัพท์ไม่เป็น จ่ายเงินทอนเงินผิด
- หาคำพูดง่ายๆ ไม่เจอจนต้องเรียกของด้วยคำอ้อม เช่น เรียกนาฬิกาว่า "ไอ้ของกลมๆ ที่บอกเวลา"
- อารมณ์และบุคลิกเปลี่ยนไปชัดเจน จากคนใจเย็นกลายเป็นหงุดหงิดง่าย ขี้ระแวง กล่าวหาคนอื่นว่าขโมยของ
- เก็บตัว ไม่อยากไปงาน ไม่อยากคุยกับใคร ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคนชอบสังคม
สัญญาณที่คนในบ้านมักมองข้ามที่สุดคือข้อสุดท้าย เพราะดูเหมือนเรื่องอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องความจำ ทั้งที่จริงแล้วการถอยห่างจากสังคมมักเป็นอาการที่มาก่อนอาการหลงลืมชัดๆ เสียอีก เพราะตัวท่านเองรู้สึกว่าตามคนอื่นไม่ทันแล้วเลยเลี่ยงไปเอง
สาเหตุบางอย่างรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้
นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ต้องพาไปตรวจ ไม่ใช่นั่งเดาเองที่บ้าน อาการหลงลืมในผู้สูงอายุมีสาเหตุที่แก้ได้อยู่หลายอย่าง
- ขาดวิตามินบี 12 หรือขาดไทรอยด์ฮอร์โมน เจอบ่อยมาก ตรวจเลือดรู้ผล และรักษาแล้วอาการดีขึ้นได้
- ผลข้างเคียงจากยา ผู้สูงอายุที่กินยาหลายชนิดพร้อมกัน โดยเฉพาะยานอนหลับ ยาแก้แพ้รุ่นเก่า และยาคลายกังวลบางตัว ทำให้มึนงงและความจำแย่ลงได้จริง
- ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ แสดงออกเป็นเฉื่อยชา ไม่สนใจอะไร ความจำแย่ จนดูเหมือนสมองเสื่อม แต่รักษาได้
- การได้ยินที่แย่ลง หลายบ้านคิดว่าพ่อแม่เริ่มไม่รู้เรื่อง ทั้งที่จริงคือได้ยินไม่ชัดแล้วเดาผิด เครื่องช่วยฟังตัวเดียวเปลี่ยนเรื่องนี้ได้เลย
- การติดเชื้อ โดยเฉพาะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ในผู้สูงอายุมักไม่แสดงอาการแสบขัด แต่มาด้วยอาการสับสนเฉียบพลันแทน
ถ้าอาการสับสนเกิดขึ้นเร็วภายในไม่กี่วัน แบบนั้นไม่ใช่อัลไซเมอร์ อัลไซเมอร์ค่อยเป็นค่อยไปเป็นเดือนเป็นปี อาการที่มาเร็วมักเป็นภาวะเฉียบพลันที่ต้องรีบหาสาเหตุ
พาไปตรวจอย่างไรไม่ให้ท่านโกรธ
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ใช่โรงพยาบาล แต่คือประโยค "ฉันไม่ได้เป็นบ้า" หลายบ้านติดตรงนี้จนปล่อยเวลาผ่านไปเป็นปี
สิ่งที่ช่วยได้
- อย่าใช้คำว่าความจำเป็นข้ออ้างหลัก ใช้การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นตัวตั้งแทน แล้วขอให้หมอประเมินความจำเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจ
- ไปพร้อมกันทั้งครอบครัว ทำให้เหมือนเป็นเรื่องปกติของบ้าน ไม่ใช่การจับผิดใครคนเดียว
- เขียนสิ่งที่สังเกตได้ใส่กระดาษไปให้หมอล่วงหน้า ระบุว่าเริ่มเมื่อไหร่ เกิดบ่อยแค่ไหน มีเหตุการณ์ไหนที่ชัดเจน ข้อมูลจากคนในบ้านมีค่ากับการวินิจฉัยมากกว่าที่คิด เพราะตัวผู้ป่วยเองมักบอกว่าสบายดี
- จดรายการยาทั้งหมดที่กินอยู่ รวมทั้งยาสมุนไพรและอาหารเสริม เอาไปให้หมอดูด้วย
เริ่มที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือคลินิกผู้สูงอายุก็ได้ ไม่ต้องหาหมอเฉพาะทางตั้งแต่แรก การตรวจเบื้องต้นมักเป็นการทำแบบทดสอบความจำสั้นๆ ร่วมกับตรวจเลือด และอาจส่งทำภาพสมองถ้าจำเป็น
จัดบ้านให้ปลอดภัยและใช้ชีวิตง่ายขึ้น
ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาอย่างไร การปรับบ้านช่วยลดอุบัติเหตุและลดความสับสนได้จริง
- ติดป้ายชื่อห้องตัวใหญ่ๆ ที่ประตู โดยเฉพาะห้องน้ำ
- วางนาฬิกาที่บอกทั้งวันที่และวันในสัปดาห์ไว้ในที่ที่มองเห็นตลอด ช่วยลดความสับสนเรื่องเวลาได้มาก
- จัดของใช้ประจำวันไว้ที่เดิมเสมอ อย่าเปลี่ยนตำแหน่งบ่อย ความคุ้นเคยคือสิ่งที่สมองยังใช้ได้อยู่
- เปิดไฟทางเดินและห้องน้ำไว้ตอนกลางคืน ความมืดทำให้สับสนหนักขึ้น มีคำที่เรียกว่าอาการช่วงพลบค่ำ ที่ผู้ป่วยจะกระวนกระวายมากขึ้นตอนเย็นย่ำ
- เก็บของอันตรายให้พ้นมือ ทั้งของมีคม ยา และน้ำยาทำความสะอาด และพิจารณาเปลี่ยนเตาแก๊สเป็นเตาไฟฟ้าที่ตัดไฟอัตโนมัติ
- ทำการ์ดใส่กระเป๋าเสื้อท่านไว้ เขียนชื่อ ที่อยู่ และเบอร์ลูก เผื่อออกจากบ้านแล้วหลงทาง
วิธีคุยที่ทำให้ทุกฝ่ายเหนื่อยน้อยลง
ข้อผิดพลาดที่ลูกหลานทำบ่อยที่สุดคือการเถียงเพื่อแก้ให้ถูก เช่น เมื่อท่านบอกว่าจะไปรอรับลูกที่โรงเรียนทั้งที่ลูกอายุสี่สิบแล้ว การบอกว่า "แม่ก็ลูกโตหมดแล้ว จำไม่ได้เหรอ" ไม่ได้ทำให้ท่านจำได้ มันแค่ทำให้ท่านรู้สึกแย่กับตัวเอง
สิ่งที่ได้ผลกว่า
- รับความรู้สึกก่อน แล้วค่อยชวนเปลี่ยนเรื่อง เช่น "แม่เป็นห่วงเนอะ เดี๋ยวนั่งดื่มน้ำก่อนนะ"
- พูดประโยคสั้น ทีละเรื่อง ให้เวลาท่านตอบ อย่าถามซ้อนหลายคำถาม
- ให้เลือกจากตัวเลือกที่จำกัด แทนที่จะถามปลายเปิด ถามว่า "วันนี้กินข้าวต้มหรือข้าวสวยดี" ง่ายกว่าถามว่า "อยากกินอะไร"
- อย่าถามว่า "จำได้ไหม" มันเป็นการทดสอบที่สร้างความกดดันเปล่าๆ เปลี่ยนเป็นเล่าให้ฟังเลยว่าใครเป็นใคร
- ลดเสียงรบกวน ปิดทีวีตอนคุยกัน สมองที่เริ่มถดถอยประมวลผลเสียงหลายทางพร้อมกันไม่ไหว
อย่าลืมคนดูแล
คนที่มักพังก่อนคือลูกที่รับหน้าที่ดูแลคนเดียว เพราะเป็นงานที่ไม่มีวันหยุดและไม่มีใครเห็น สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรกคือแบ่งงานกันในหมู่พี่น้องให้ชัดตั้งแต่ยังไม่หนัก ใครดูแลตัว ใครออกค่าใช้จ่าย ใครพาไปหาหมอ อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยคุย เพราะตอนนั้นทุกคนเหนื่อยและอารมณ์ไม่ดีกันหมดแล้ว
หาเวลาพักให้ตัวเองบ้าง แม้แค่ครึ่งวันต่อสัปดาห์ก็ยังดี และอย่ารู้สึกผิดที่ต้องขอความช่วยเหลือ ทั้งจากญาติ จากผู้ดูแลรับจ้าง หรือจากศูนย์ดูแลกลางวันในพื้นที่
สรุป
ความจำที่ถดถอยตามวัยคือลืมรายละเอียดแล้วนึกออกทีหลัง ส่วนภาวะสมองเสื่อมคือลืมทั้งเหตุการณ์และเริ่มทำสิ่งที่เคยทำได้ไม่ได้ อย่าปล่อยผ่านเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ สาเหตุหลายอย่างรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ถ้าเจอเร็ว และถึงจะเป็นอัลไซเมอร์จริง การรู้ตัวเร็วก็ทำให้วางแผนเรื่องบ้าน เรื่องเงิน และเรื่องการดูแลได้ทันในขณะที่ท่านยังตัดสินใจร่วมกับเราได้อยู่
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น การวินิจฉัยและการรักษาต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์เท่านั้น
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย