แม่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เจอขนมห่อเปล่าซ่อนอยู่ใต้เตียงลูก พอถามว่าใครกิน ลูกวัย 5 ขวบตอบทันทีว่า "ไม่ใช่หนู" ทั้งที่ยังมีคราบช็อกโกแลตติดมุมปาก แม่บอกว่าตอนนั้นไม่ได้โกรธเรื่องขนมเลย แต่ใจหวิวกับคำว่า "ไม่ใช่หนู" มากกว่า
ความรู้สึกนี้พ่อแม่แทบทุกคนเคยเจอ เพราะเราไม่ได้กลัวเรื่องที่ลูกโกหก เรากลัวว่ามันจะกลายเป็นนิสัยติดตัวไปตลอด
ข่าวดีคือ การโกหกของเด็กเล็กแทบทั้งหมดไม่ใช่สัญญาณของคนไม่ดี มันคือสัญญาณของสมองที่กำลังพัฒนา และสิ่งที่ตัดสินอนาคตไม่ใช่ตัวการโกหก แต่คือวิธีที่เราตอบสนองในวินาทีนั้น
ทำไมเด็กโกหก แยกตามวัย
การโกหกของเด็กแต่ละวัยมีสาเหตุต่างกันสิ้นเชิง ถ้าจับสาเหตุผิด วิธีแก้ก็ผิดตามไปด้วย
- อายุ 2-3 ขวบ ยังแยกจินตนาการกับความจริงไม่ค่อยออก ที่บอกว่าตุ๊กตาทำแก้วแตกไม่ใช่การโกหกจริงๆ แต่คือการเล่าเรื่องแบบที่อยากให้มันเป็น
- อายุ 4-6 ขวบ เป็นช่วงที่เริ่มโกหกจริงจังครั้งแรก เพราะสมองเพิ่งเข้าใจว่า "สิ่งที่อยู่ในหัวเรา คนอื่นไม่รู้" นักจิตวิทยาถือว่านี่เป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ ไม่ใช่ความเสื่อม แต่การโกหกยังหยาบ จับได้ง่าย
- อายุ 7-9 ขวบ โกหกเพื่อเลี่ยงผลที่จะตามมาเป็นหลัก เช่น การบ้าน คะแนน หรือของที่ทำเสียหาย เริ่มคิดรายละเอียดให้เนียนขึ้น
- อายุ 10 ขวบขึ้นไปถึงวัยรุ่น โกหกเพื่อรักษาพื้นที่ส่วนตัวและภาพลักษณ์ในกลุ่มเพื่อน วัยนี้การโกหกจะแนบเนียนที่สุด และมักเป็นการปิดบังบางส่วนมากกว่าโกหกทั้งเรื่อง
สาเหตุที่แท้จริงมักมีแค่ 4 ข้อ
ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ถ้าไล่ลึกลงไป แรงจูงใจของการโกหกมักลงเอยที่ข้อใดข้อหนึ่งเหล่านี้
- กลัวถูกลงโทษ เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน ยิ่งบ้านที่โทษหนัก เด็กยิ่งโกหกเก่ง เพราะได้ฝึกมากกว่า
- กลัวทำให้พ่อแม่เสียใจหรือผิดหวัง เด็กที่ถูกคาดหวังสูงมักโกหกเพื่อรักษาความรู้สึกของพ่อแม่ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
- อยากได้อะไรบางอย่าง เช่น เวลาเล่นเพิ่ม ขนม หรือความสนใจ
- อยากรู้ว่าโกหกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เป็นการทดลองขีดจำกัดตามวัย ไม่ต่างจากการลองปีนโซฟา
สิ่งที่ยิ่งทำยิ่งพัง
หลายวิธีที่พ่อแม่ใช้โดยสัญชาตญาณ กลับสอนให้ลูกโกหกเก่งขึ้นแทน
- การซักถามซ้ำๆ เมื่อเรารู้คำตอบอยู่แล้ว เช่น ถามว่าใครทำแก้วแตกทั้งที่เห็นเต็มตา วิธีนี้แทบบังคับให้ลูกโกหก เพราะทางออกที่ไม่เจ็บมีทางเดียว
- การติดป้ายว่าลูกเป็นเด็กขี้โกหก เด็กมีแนวโน้มทำตัวให้ตรงกับป้ายที่ถูกแปะ
- การลงโทษหนักทันทีที่จับได้ ผลที่ได้คือลูกเรียนรู้ว่าต้องโกหกให้เนียนกว่านี้ ไม่ใช่ต้องพูดความจริง
- การประจานให้คนอื่นฟัง ทำลายความไว้ใจซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ลูกกล้าเล่าความจริงในเรื่องใหญ่ๆ ตอนโต
6 วิธีที่ได้ผลจริง
1. เปลี่ยนคำถามเป็นคำบอกเล่า แทนที่จะถามว่าใครทำ ให้พูดว่า "แม่เห็นแก้วแตกอยู่ เดี๋ยวเราเก็บด้วยกันนะ" เมื่อไม่มีกับดักให้ตก ลูกไม่ต้องโกหก
2. แยกเรื่องที่ทำผิดออกจากเรื่องการโกหก คุยเรื่องแก้วแตกก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องการบอกความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ารวมกันเป็นก้อนเดียว ลูกจะจำแค่ว่าถูกดุยาว
3. ชมทุกครั้งที่ลูกยอมพูดความจริง โดยเฉพาะครั้งที่พูดยาก เช่น "การบอกแม่แบบนี้ต้องกล้ามาก ขอบคุณที่บอกนะ" แล้วยังจัดการเรื่องผลของการกระทำตามปกติ แต่ลดความรุนแรงลงจริง ให้ลูกเห็นว่าความซื่อสัตย์คุ้มค่า
4. ทำให้ผลของการกระทำเป็นการรับผิดชอบ ไม่ใช่การลงโทษ ทำน้ำหก ให้เช็ด ทำของเพื่อนเสีย ให้ขอโทษและช่วยชดใช้ วิธีนี้ลูกไม่ต้องกลัวจนต้องโกหก
5. เป็นตัวอย่างที่ตรงกัน เด็กจับได้เร็วมากเวลาพ่อแม่บอกให้บอกคนโทรมาว่าไม่อยู่บ้าน หรือบอกว่าลูกอายุน้อยกว่าจริงเพื่อลดค่าตั๋ว
6. อ่านนิทานหรือดูการ์ตูนที่มีตัวละครโกหกแล้วคุยกันหลังจบ การคุยผ่านตัวละครทำให้เด็กพูดความคิดจริงๆ ออกมาง่ายกว่าการถูกถามตรงๆ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย