เวลาเดินในห้าง จะเห็นผักบางถุงติดตราสีเขียวที่เขียนว่า Q หรือ GAP แล้วขายแพงกว่าผักถุงข้างๆ ทั้งที่หน้าตาเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ใบรับรองแผ่นเดียว และใบนั้นเกษตรกรรายย่อยขอได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
GAP คืออะไร
GAP ย่อมาจาก Good Agricultural Practices แปลว่าการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เป็นมาตรฐานที่บอกว่าแปลงนี้ผลิตอย่างปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และดูแลสิ่งแวดล้อมกับคนทำงานอย่างเหมาะสม
ในไทยหน่วยงานที่ออกใบรับรองคือกรมวิชาการเกษตรสำหรับพืช กรมประมงสำหรับสัตว์น้ำ และกรมปศุสัตว์สำหรับปศุสัตว์ สินค้าที่ผ่านจะได้ใช้เครื่องหมาย Q
จุดที่คนสับสนบ่อยคือ GAP ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ GAP ยังใช้สารเคมีได้ แต่ต้องใช้สารที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ใช้ตามอัตราที่กำหนด และเว้นระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว ส่วนอินทรีย์คือห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์เลย ซึ่งเป็นคนละมาตรฐานและขอยากกว่ามาก GAP จึงเหมาะกับเกษตรกรทั่วไปที่อยากยกระดับ
ได้ประโยชน์อะไรบ้าง
- เข้าห้างและโมเดิร์นเทรดได้ ห้างส่วนใหญ่บังคับว่าผักผลไม้ต้องมี GAP
- ส่งออกได้ หลายประเทศปลายทางขอดูใบรับรอง
- ขายได้ราคาสูงขึ้น โดยเฉลี่ยดีกว่าราคาตลาดทั่วไปพอสมควร ขึ้นกับชนิดพืช
- เข้าโครงการรับซื้อของรัฐและโรงงานแปรรูปได้
- ลดต้นทุนในระยะยาว เพราะการจดบันทึกทำให้เห็นว่าใช้ปุ๋ยและสารเกินจำเป็นตรงไหน
- ปลอดภัยกับตัวเกษตรกรเองมากขึ้น
เขาตรวจอะไรบ้าง
หลักเกณฑ์แบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ ดังนี้
น้ำ
- น้ำที่ใช้รดต้องไม่ปนเปื้อน ไม่ใช้น้ำเสียจากโรงงานหรือน้ำจากคอกสัตว์โดยตรง
- อาจต้องส่งตัวอย่างน้ำตรวจ
พื้นที่ปลูก
- ไม่อยู่ในที่เสี่ยงปนเปื้อนโลหะหนัก
- มีแผนผังแปลงชัดเจน
การใช้สารเคมี
- ใช้เฉพาะสารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช้สารที่ห้ามใช้
- เก็บสารในตู้หรือห้องแยก มีกุญแจ ไม่เก็บปนกับอาหารหรือของใช้
- มีอุปกรณ์ป้องกันตัวขณะฉีดพ่น
- เว้นระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวตามฉลาก ข้อนี้สำคัญมากและเป็นข้อที่ตกบ่อยที่สุด
การจดบันทึก
- บันทึกวันปลูก วันใส่ปุ๋ย ชนิดและปริมาณ
- บันทึกวันพ่นสาร ชื่อสาร อัตรา และวันเก็บเกี่ยว
- บันทึกผลผลิตและผู้รับซื้อ
ข้อนี้คือหัวใจของ GAP ทั้งหมด เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้
การเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว
- ภาชนะสะอาด ไม่วางผลผลิตกับพื้นดินโดยตรง
- คนเก็บล้างมือ มีน้ำสะอาดให้ใช้
- พื้นที่คัดบรรจุแยกจากที่เก็บสารเคมีและสัตว์เลี้ยง
สุขอนามัยบุคคล
- มีห้องน้ำและจุดล้างมือในบริเวณแปลง
ขั้นตอนการขอ
1. ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด แจ้งว่าต้องการขอ GAP พืช
2. ยื่นใบสมัครพร้อมสำเนาบัตรประชาชน เอกสารสิทธิ์ที่ดินหรือหนังสือยินยอมให้ใช้ที่ดิน และแผนผังแปลง
3. เข้ารับการอบรม ปกติหนึ่งถึงสองวัน หน่วยงานจัดให้ฟรีเป็นรอบๆ
4. เริ่มจดบันทึกตามแบบฟอร์มที่ได้รับ ต้องมีข้อมูลย้อนหลังพอสมควรก่อนตรวจ อย่างน้อยหนึ่งรอบการผลิต
5. เจ้าหน้าที่นัดลงตรวจแปลง ดูของจริงเทียบกับบันทึก และอาจเก็บตัวอย่างผลผลิตหรือดินไปตรวจสารตกค้าง
6. ถ้ามีข้อบกพร่อง จะได้รับแจ้งให้แก้ไขแล้วนัดตรวจซ้ำ ไม่ใช่ตกแล้วจบ
7. ได้ใบรับรอง อายุปกติ 3 ปี ระหว่างนั้นมีการตรวจติดตาม
ค่าธรรมเนียมสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ขอผ่านหน่วยงานรัฐ โดยทั่วไปไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่เกิดจริงมักเป็นค่าปรับปรุงแปลง เช่น ทำตู้เก็บสารเคมี ทำจุดล้างมือ ซึ่งมักอยู่ในหลักพัน
เตรียมตัวยังไงให้ผ่านรอบเดียว
- เริ่มจดบันทึกตั้งแต่วันนี้ อย่ารอจนใกล้ตรวจแล้วมานั่งเขียนย้อนหลัง เจ้าหน้าที่ดูออก
- ทำตู้เก็บสารเคมีแยก ใส่กุญแจ ติดป้าย เก็บฉลากและใบเสร็จซื้อสารไว้ทั้งหมด
- เก็บใบเสร็จค่าปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ไว้เป็นหลักฐานที่มา
- เช็คว่าสารที่ใช้อยู่มีตัวไหนเป็นสารห้ามใช้หรือไม่ ถามเกษตรอำเภอได้
- เขียนวันเว้นระยะปลอดภัยติดไว้ที่ตู้สาร กันลืม
- ถ่ายรูปแปลงและอุปกรณ์เก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบ
ถ้าแปลงเล็กมาก คุ้มไหม
ถ้าปลูกกินเองหรือขายหน้าบ้านอย่างเดียว อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าตั้งใจขายส่ง เข้าห้าง หรือรวมกลุ่มขายเป็นวิสาหกิจชุมชน คุ้มแน่นอน และมีทางเลือกคือขอแบบกลุ่ม ซึ่งเกษตรกรหลายรายรวมกันขอภายใต้ระบบควบคุมภายในเดียวกัน ลดภาระเอกสารต่อคนและทำให้มีปริมาณผลผลิตมากพอที่ผู้รับซื้อรายใหญ่สนใจ
สรุป
GAP ไม่ใช่เรื่องของฟาร์มใหญ่เท่านั้น มันคือชุดของนิสัยการทำเกษตรที่ปลอดภัยและการจดบันทึกที่สม่ำเสมอ ต้นทุนหลักคือความขยันในการบันทึก ไม่ใช่เงิน เริ่มจากเดินไปคุยกับเกษตรอำเภอ ขอแบบฟอร์มบันทึกมาใช้ก่อนหนึ่งรอบการผลิต แล้วค่อยยื่นขอตรวจ วิธีนี้โอกาสผ่านรอบเดียวสูงที่สุด
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย