ปัญหาที่คนปลูกเจอเหมือนกันหมดคือ ช่วงที่ผลผลิตออกเยอะที่สุดคือช่วงที่ราคาถูกที่สุด มะม่วงออกพร้อมกันทั้งจังหวัด กล้วยสุกพร้อมกันทั้งสวน พริกล้นตลาด สุดท้ายขายไม่ทันก็เน่าทิ้ง
การแปรรูปคือทางออกที่ตรงจุดที่สุด เพราะมันแก้สองปัญหาพร้อมกัน คือยืดอายุของที่กำลังจะเสีย และเปลี่ยนของราคาถูกให้เป็นของราคาสูงขึ้น กล้วยหวีละ 20 บาท ทำเป็นกล้วยตากขายได้ถุงละ 60 ถึง 80 บาท จากกล้วยไม่กี่หวี
เลือกทำอะไรดี แบ่งตามระดับการลงทุน
ระดับเริ่มต้น ลงทุนหลักร้อยถึงหลักพัน
- ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก มะม่วงอบแห้ง พริกแห้ง สมุนไพรตากแห้ง ใช้ตู้อบพลังแสงอาทิตย์ที่ทำเองได้จากโครงไม้กับพลาสติกใส
- ดอง เช่น มะม่วงดอง ผักกาดดอง กระเทียมดอง ต้นทุนหลักคือเกลือ น้ำตาล และขวด
- กวน เช่น สับปะรดกวน มะม่วงกวน ใช้แค่กระทะใบใหญ่กับแรง
- แช่อิ่ม เช่น มะดัน มะขาม
ระดับกลาง ลงทุนหลักหมื่น
- น้ำพริกและเครื่องแกง ขายดีสม่ำเสมอ เก็บได้นาน กำไรต่อหน่วยสูง
- แยมและซอส
- น้ำผลไม้พาสเจอไรซ์ ต้องมีหม้อควบคุมอุณหภูมิ
- ผลไม้อบแห้งด้วยตู้อบลมร้อน คุณภาพสม่ำเสมอกว่าตากแดดมาก ขายส่งได้
ระดับสูง ลงทุนหลักแสนขึ้น
- ฟรีซดราย ได้ราคาดีที่สุดแต่เครื่องแพง มักเริ่มจากจ้างโรงงานรับจ้างผลิตก่อน
- สกัดน้ำมันหอมระเหย
- เครื่องสำอางจากสมุนไพร
สำหรับคนเริ่มใหม่ ให้เริ่มจากระดับแรกเสมอ ทำขายจริง ดูว่ามีคนซื้อซ้ำไหม แล้วค่อยขยับ อย่าซื้อเครื่องก่อนมีลูกค้า
คิดต้นทุนให้ครบ ไม่ใช่แค่ค่าวัตถุดิบ
คนส่วนใหญ่คิดแค่ค่าของ แล้วตั้งราคาต่ำเกินจนขายไปก็ไม่เหลืออะไร ต้นทุนจริงต้องรวม
- วัตถุดิบหลักและวัตถุดิบรอง เช่น น้ำตาล เกลือ เครื่องเทศ
- บรรจุภัณฑ์ ถุง ขวด ฉลาก สติกเกอร์ ข้อนี้แพงกว่าที่คิดเสมอ
- แก๊ส ไฟฟ้า
- แรงงาน รวมค่าแรงตัวเอง ให้ตีเป็นชั่วโมงละอย่างน้อยเท่าค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าไม่คิดข้อนี้จะเข้าใจผิดว่ากำไรดี ทั้งที่จริงกำลังทำงานฟรี
- ของเสียระหว่างผลิต ปกติเผื่อ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
- ค่าส่งและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ถ้าขายออนไลน์
สูตรง่ายที่ใช้กันคือ ตั้งราคาขายปลีกประมาณ 3 เท่าของต้นทุนรวม และราคาส่งประมาณ 2 เท่า เพื่อให้เหลือกำไรหลังหักทุกอย่าง
เรื่อง อย. ที่ต้องรู้ก่อนขายจริง
หลายคนกลัวเรื่องนี้จนไม่กล้าเริ่ม ความจริงคือขั้นตอนไม่ยากอย่างที่คิด และการมีเลขสารบบอาหารบนฉลากทำให้ขายได้ราคาดีขึ้นทันที เพราะร้านค้าและลูกค้าออนไลน์เชื่อถือมากขึ้น
หลักที่ควรรู้
- ขายในชุมชนเล็กๆ ปริมาณน้อย บางประเภทยังไม่บังคับ แต่ถ้าจะขายออนไลน์ ส่งเข้าร้าน หรือส่งออก ต้องมี
- สถานที่ผลิตต้องผ่านเกณฑ์ Primary GMP ซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐาน เช่น แยกพื้นที่ผลิตออกจากที่อยู่อาศัย พื้นผนังทำความสะอาดได้ มีอ่างล้างมือ ป้องกันสัตว์และแมลงได้
- ยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ
- ค่าธรรมเนียมโดยรวมมักหลักพันถึงหลักหมื่นต้นๆ ขึ้นกับประเภทสินค้า
แนะนำให้เดินไปคุยกับสาธารณสุขอำเภอหรือจังหวัดตั้งแต่ตอนคิดจะทำ ก่อนสร้างห้องผลิต เพราะเจ้าหน้าที่จะบอกได้เลยว่าต้องปรับอะไรบ้าง ประหยัดกว่าสร้างเสร็จแล้วต้องทุบแก้
นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่ช่วยฟรี เช่น เกษตรอำเภอ พัฒนาชุมชน และสถาบันอาหาร มักมีอบรมแปรรูปและช่วยเรื่องออกแบบฉลากโดยไม่คิดเงิน
ฉลากและบรรจุภัณฑ์ ตัวแปรที่คนมองข้าม
ของอย่างเดียวกัน ใส่ถุงร้อนมัดหนังยาง กับใส่ถุงฟอยล์ซิปมีฉลากสวย ราคาต่างกันได้เท่าตัว ฉลากที่ควรมี
- ชื่อสินค้าและชื่อผู้ผลิต ที่อยู่
- ส่วนประกอบโดยประมาณ
- น้ำหนักสุทธิ
- วันผลิตและวันหมดอายุ
- เลขสารบบอาหาร ถ้ามี
- คำแนะนำการเก็บรักษา
ถุงฟอยล์และสติกเกอร์สั่งออนไลน์ได้ในราคาไม่แพง เริ่มจากสั่งจำนวนน้อยก่อนเพื่อทดลองตลาด
ขายที่ไหน
- เพจเฟซบุ๊กและไลน์ ขายให้คนรู้จักก่อน เก็บรีวิว
- ตลาดนัดชุมชนและงานโอทอป ได้เจอลูกค้าตรง ได้ฟีดแบ็กเร็ว
- แพลตฟอร์มออนไลน์ เหมาะกับของที่ไม่แตกและเก็บได้นาน
- ฝากขายร้านของฝากในจังหวัด ปกติหักประมาณ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
- ขายส่งให้ร้านกาแฟหรือร้านอาหาร เหมาะกับพวกแยม ซอส น้ำพริก
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ทำเยอะตั้งแต่รอบแรกโดยยังไม่รู้ว่าใครจะซื้อ
- รสชาติไม่คงที่ ล็อตนี้กับล็อตหน้าไม่เหมือนกัน ต้องจดสูตรเป็นน้ำหนักทุกครั้ง ไม่ใช้คำว่าเล็กน้อยหรือพอประมาณ
- ไม่ทดสอบอายุการเก็บ ควรเก็บตัวอย่างไว้ทุกล็อตแล้วชิมตามรอบ
- ตั้งราคาถูกเกินเพราะเกรงใจคนซื้อ แล้วขายดีจนขาดทุน
- ลืมคิดค่าแรงตัวเอง
สรุป
การแปรรูปคือการเปลี่ยนผลผลิตที่กำลังจะล้นตลาดให้กลายเป็นสินค้าที่เก็บได้และตั้งราคาเองได้ เริ่มจากของที่ตัวเองปลูกเยอะที่สุด เลือกวิธีที่ลงทุนน้อยที่สุดก่อน คิดต้นทุนให้ครบทุกบาทรวมค่าแรงตัวเอง แล้วเดินไปคุยกับสาธารณสุขจังหวัดเรื่องมาตรฐานตั้งแต่ต้น ทำแบบนี้โอกาสอยู่รอดสูงกว่าการซื้อเครื่องราคาแพงแล้วค่อยหาตลาดทีหลังมาก
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย