ปรากฏการณ์นี้ชื่อว่า Bystander Effect หรือปรากฏการณ์ผู้เห็นเหตุการณ์ และมันมีทั้งด้านที่จริงและด้านที่ถูกเล่าเกินจริงมานาน
จุดเริ่มต้นที่เป็นตำนานผิดๆ
ปี 1964 Kitty Genovese ถูกฆาตกรรมหน้าอะพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์ก หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานว่ามีพยาน 38 คนที่เห็นหรือได้ยินเหตุการณ์แต่ไม่มีใครทำอะไร ข่าวนี้จุดกระแสทั่วประเทศ
แต่ปี 2007 มีบทความในวารสาร American Psychologist โดย Manning, Levine และ Collins ที่ตรวจสอบเอกสารคดีจริงแล้วพบว่า จำนวนพยานน้อยกว่านั้นมาก คนส่วนใหญ่ได้ยินแค่เสียงที่ตีความไม่ได้ และมีคนโทรแจ้งตำรวจจริง รวมทั้งมีเพื่อนบ้านที่ลงไปอุ้มเธอไว้ตอนสุดท้าย
เรื่องเล่านั้นเกินจริง แต่มันก็ทำให้เกิดงานวิจัยที่มีค่าตามมา
การทดลองที่วัดผลได้จริง
ปี 1968 John Darley และ Bibb Latané ออกแบบการทดลอง โดยให้ผู้เข้าร่วมนั่งคุยกันผ่านอินเตอร์คอมในห้องแยก แล้วจัดให้เสียงของ "ผู้ร่วมคุย" คนหนึ่งทำเสียงเหมือนกำลังชักและขอความช่วยเหลือ
ผลออกมาชัดเจน
- เมื่อผู้เข้าร่วมคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ได้ยิน 85% ออกไปขอความช่วยเหลือ
- เมื่อคิดว่ามีคนอื่นได้ยินอีก 1 คน เหลือราว 62%
- เมื่อคิดว่ามีคนอื่นได้ยินอีก 4 คน เหลือเพียง 31%
ทำไมสมองเราทำแบบนี้
มีสามกลไกที่ทำงานร่วมกัน
**1. การกระจายความรับผิดชอบ** เมื่อมีคนอยู่ 20 คน ความรู้สึกว่า "ฉันต้องเป็นคนทำ" หายไป เพราะสมองคำนวณว่าคนอื่นก็ทำได้ ทุกคนคิดเหมือนกัน ผลคือไม่มีใครทำ
**2. ความไม่รู้ร่วมหมู่** เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นเหตุฉุกเฉินจริงไหม จึงเหลือบมองคนอื่นเพื่อเช็ก แต่คนอื่นก็กำลังเหลือบมองเราด้วยเหตุผลเดียวกัน ทุกคนเห็นทุกคนนิ่ง จึงสรุปผิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
**3. ความกลัวถูกตัดสิน** กลัวว่าจะเข้าไปช่วยผิดวิธี ทำให้แย่ลง หรือกลายเป็นตัวตลกถ้าปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องจริง ยิ่งมีคนดูมากยิ่งกลัวมาก
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย