แนวคิด Deep Work มาจากหนังสือของ Cal Newport ปี 2016 ซึ่งนิยามว่าคือการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงในสภาพที่ไม่มีสิ่งรบกวน และแยกจากงานตื้นที่ทำไปพร้อมกับเช็กอย่างอื่นได้
ส่วนที่มีงานวิจัยรองรับชัดที่สุดในเรื่องนี้คือต้นทุนของการสลับงาน
เศษความสนใจที่ค้างอยู่
ปี 2009 Sophie Leroy ตีพิมพ์งานในวารสาร Organizational Behavior and Human Decision Processes และเสนอแนวคิดที่เรียกว่า attention residue หรือเศษความสนใจที่ค้าง
การทดลองของเธอให้ผู้เข้าร่วมทำงานหนึ่งชิ้น แล้วขัดจังหวะให้ไปทำงานอีกชิ้นทันที โดยมีสองเงื่อนไข คือทำงานแรกจนเสร็จ กับถูกดึงออกมากลางคัน
ผลคือคนที่ถูกดึงออกมาโดยงานแรกยังไม่เสร็จ ทำงานที่สองได้แย่กว่าอย่างชัดเจน เพราะส่วนหนึ่งของสมองยังหมกมุ่นกับงานแรกอยู่
ที่สำคัญคือ ผลนี้เกิดขึ้นแม้ผู้เข้าร่วมจะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนโหมดมาทำงานใหม่แล้วเรียบร้อย คือเราไม่รู้ตัวว่ากำลังทำงานด้วยสมองที่ไม่เต็มร้อย
การสลับงานแพงกว่าที่ตาเห็น
งานด้านจิตวิทยาการรู้คิดหลายชิ้นวัดต้นทุนของการสลับงานไว้สอดคล้องกัน คือทุกครั้งที่สลับ ผลงานจะช้าลงและผิดพลาดมากขึ้นในช่วงต้นของงานใหม่
ในทางปฏิบัติ การเช็กอีเมล 3 วินาทีจึงไม่ได้ต้นทุน 3 วินาที มันมีค่าใช้จ่ายในการกลับเข้าที่ตามมาอีก และถ้าอีเมลนั้นมีเรื่องที่ต้องคิด เศษความสนใจจะค้างต่อไปอีกนาน
มีงานสำรวจในที่ทำงานที่พบว่าพนักงานความรู้ถูกขัดจังหวะหรือสลับงานถี่มากตลอดวัน ซึ่งหมายความว่าเวลาที่ได้ทำงานด้วยสมาธิเต็มจริงๆ น้อยกว่าเวลาที่นั่งอยู่หน้าคอมมาก
สิ่งที่ทำได้จริงในบริบทคนทำงานไทย
หนังสือต้นฉบับเขียนจากมุมของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่คุมตารางตัวเองได้เกือบทั้งหมด ซึ่งไม่ตรงกับพนักงานบริษัทที่ต้องตอบไลน์กลุ่มและเข้าประชุมตามที่หัวหน้านัด จึงต้องปรับ
**1. กันช่วงเวลาลึกไว้ 90 นาทีต่อวัน ไม่ต้องทั้งวัน** เลือกช่วงที่คนรบกวนน้อยที่สุด สำหรับหลายคนคือ 8.00-9.30 ก่อนออฟฟิศคึกคัก หรือหลัง 16.30 ที่ประชุมหมดแล้ว จองในปฏิทินเหมือนเป็นประชุมจริง
**2. บอกทีมล่วงหน้าแทนการหายไปเงียบๆ** พูดว่า "ช่วง 9 ถึง 10.30 ผมปิดไลน์ทำงานชิ้นนี้ ถ้าด่วนโทรได้เลย" การให้ช่องทางฉุกเฉินไว้ทำให้คนยอมรับได้ง่ายกว่าการปิดทุกช่องทาง
**3. เอามือถือออกจากสายตา** มีงานวิจัยที่พบว่าการมีมือถือวางอยู่บนโต๊ะแม้ปิดเสียงและคว่ำหน้าจอ ก็ลดความสามารถด้านความจำใช้งานได้ ให้เก็บในลิ้นชักหรือกระเป๋า
**4. ตอบไลน์และอีเมลเป็นรอบ** เช่น 3 รอบต่อวัน แทนการตอบทันทีทุกครั้ง คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการคำตอบในนาทีนั้นจริง และการฝึกให้คนรอบตัวรู้ว่าเราตอบเป็นรอบเป็นเรื่องที่ทำได้ในเวลาไม่นาน
**5. จบงานให้ถึงจุดที่หยุดได้** ถ้ารู้ว่าจะถูกขัด ให้พยายามทำถึงจุดที่ปิดความคิดได้ก่อน หรือถ้าไม่ได้ ให้เขียนโน้ตสั้นๆ ว่าค้างอยู่ที่ไหนและขั้นต่อไปคืออะไร วิธีนี้ช่วยลดเศษความสนใจที่ค้างได้ตามหลักการของงาน Leroy
**6. ทำงานตื้นเป็นก้อนแยก** งานกรอกเอกสาร ตอบแบบฟอร์ม จัดไฟล์ ให้รวบไว้ทำติดกันในช่วงที่สมองไม่สดอยู่แล้ว เช่นบ่ายแก่ๆ
ข้อควรระวังของแนวคิดนี้
- **ไม่ใช่ทุกงานต้องลึก** งานประสานงานที่ต้องตอบเร็วก็มีคุณค่าจริงในองค์กร การพยายามทำงานลึกทั้งวันในตำแหน่งที่หน้าที่คือการเชื่อมคน จะทำให้ทั้งตัวเองและทีมเสียหาย
- **มันอาจกลายเป็นข้ออ้างของการไม่รับผิดชอบต่อทีม** ถ้าปิดทุกช่องทางโดยไม่บอกใคร ปัญหาที่เกิดขึ้นจะแพงกว่าประโยชน์ที่ได้
- **คนที่มีลูกเล็กหรือดูแลผู้ป่วยที่บ้าน กันเวลาแบบนี้ยากกว่ามาก** ในกรณีนั้นให้ลดเป้าเป็น 30-45 นาที และยอมรับว่าเงื่อนไขชีวิตต่างกัน ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว
วัดผลอย่างไร
อย่าวัดจากจำนวนชั่วโมงที่นั่ง ให้วัดว่าในหนึ่งสัปดาห์มีงานที่คิดยากเสร็จไปกี่ชิ้น
การจดง่ายๆ ว่าวันนี้ได้ช่วงลึกกี่นาทีและทำอะไรเสร็จ ต่อเนื่องสองสัปดาห์ จะบอกได้ชัดว่าเวลาหายไปที่ไหน ซึ่งมักเป็นข้อมูลที่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากกว่าคำแนะนำใดๆ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย