ดวงจันทร์กำลังถอยห่างจากโลกด้วยอัตราราว 3.8 เซนติเมตรต่อปี ตัวเลขนี้ไม่ใช่การคำนวณบนกระดาษ แต่วัดได้จริงมาตั้งแต่ปี 1969
วัดได้อย่างไร
นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11, 14 และ 15 วางแผงกระจกสะท้อนแสงพิเศษไว้บนพื้นดวงจันทร์ กระจกแบบนี้สะท้อนแสงกลับตรงทางที่มันมา
หอดูดาวบนโลกยิงลำเลเซอร์ไปที่แผงนั้น แล้วจับเวลาที่แสงเดินทางกลับ เมื่อรู้ความเร็วแสง ก็คำนวณระยะทางได้แม่นระดับไม่กี่มิลลิเมตร ทำซ้ำต่อเนื่องกว่าห้าสิบปีจึงเห็นแนวโน้มชัดเจน
สาเหตุคือน้ำขึ้นน้ำลง
แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ดึงน้ำทะเลด้านที่หันเข้าหามันให้โป่งขึ้น แต่โลกหมุนเร็วกว่าที่ดวงจันทร์โคจร ทำให้ส่วนโป่งของน้ำถูกลากล้ำหน้าดวงจันทร์ไปเล็กน้อย
มวลน้ำที่โป่งล้ำหน้านั้นดึงดวงจันทร์ให้เร่งความเร็วขึ้น ดวงจันทร์ที่เร็วขึ้นก็ถูกผลักไปโคจรในวงที่กว้างกว่า ขณะเดียวกันการเสียดทานของน้ำก็ฉุดการหมุนของโลกให้ช้าลง
พูดง่ายๆ คือโลกส่งโมเมนตัมการหมุนของตัวเองให้ดวงจันทร์ทีละน้อย ดวงจันทร์ได้ระยะห่าง โลกเสียความเร็วในการหมุน
วันของเรายาวขึ้นจริง
ผลข้างเคียงคือวันบนโลกยืดขึ้นราว 1.7 มิลลิวินาทีต่อศตวรรษ ฟังดูน้อย แต่สะสมนานๆ ก็มาก
หลักฐานจากชั้นการเติบโตของฟอสซิลปะการังและหินตะกอนบางชนิดชี้ว่า เมื่อราว 1,400 ล้านปีก่อน หนึ่งวันบนโลกยาวเพียงราว 18 ชั่วโมง และในยุคไดโนเสาร์หนึ่งวันสั้นกว่าปัจจุบันประมาณครึ่งชั่วโมง
เรื่องที่เราจะเสียไปในอนาคต
สุริยุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้นได้เพราะขนาดปรากฏของดวงจันทร์บนท้องฟ้าพอดีกับดวงอาทิตย์อย่างน่าประหลาด
เมื่อดวงจันทร์ถอยห่างต่อไป มันจะเล็กเกินกว่าจะบังดวงอาทิตย์ได้หมด นักดาราศาสตร์ประเมินว่าอีกราว 600 ล้านปี โลกจะไม่มีสุริยุปราคาเต็มดวงอีก เหลือแต่แบบวงแหวน เราจึงอยู่ในช่วงเวลาที่โชคดีพอดีในประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะ
เกร็ดน่ารู้
- ดวงจันทร์อยู่ห่างเฉลี่ยราว 384,400 กิโลเมตร ใส่ดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะเรียงกันในช่องว่างนี้ได้พอดี
- การถอยห่างไม่ได้หมายความว่าวันหนึ่งดวงจันทร์จะหลุดลอยไป เพราะกระบวนการจะช้าลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่จุดสมดุล
- ถ้าไม่มีดวงจันทร์ แกนหมุนของโลกจะส่ายมากกว่านี้ ทำให้ฤดูกาลแปรปรวนรุนแรงกว่าที่เราคุ้นเคย
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย