ข่าวสาร
2026-06-07
อ่านข่าวนี้แล้ว ทำให้คิดได้หลายอย่าง...
รถติดกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ความอดทน แต่คือเวลาชีวิตที่หายไปทุกวัน ตัวเลข 72 นาทีต่อวันที่คนกรุงเทพฯ ต้องสูญเสียไปกับการนั่งอยู่บนถนนนั้น ฟังดูธรรมดา แต่ถ้าคิดเป็นปีหนึ่งคือเกือบ 18 วันเต็มๆ ที่หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน หมายเลข 10 ลงพื้นที่ย่านปทุมวันพร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจหลายอย่าง มาดูกันว่าเขาพูดถึงอะไร และประเด็นไหนที่น่าคิดต่อบ้าง
ปัญหาจราจรกรุงเทพฯ มันลึกกว่าที่คิด
ย่านปทุมวันเป็นตัวอย่างที่ดีมากของปัญหาจราจรเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีทั้งศูนย์การค้าหนาแน่น สำนักงาน โรงแรม และนักท่องเที่ยวปะปนกัน ที่ผ่านมา กทม. เคยลองใช้ "ราชประสงค์โมเดล" เพื่อจัดระเบียบการจราจร แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่น่าพอใจนัก
ตัวเลขที่ชัยวัฒน์หยิบยกขึ้นมานั้นน่าตกใจ — กล้องวงจรปิดในพื้นที่ตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจรมากกว่า **100,000 กรณีต่อปี** และที่หนักกว่านั้นคือมีผู้กระทำผิดซ้ำสูงสุดถึง 32 ครั้งต่อเดือน ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "คนไม่รู้กฎ" แต่อยู่ที่ "ระบบบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล" คนที่ฝ่าฝืนซ้ำๆ รู้ว่าทำผิดแต่ก็ทำอีก เพราะโทษไม่หนักพอหรือกระบวนการไม่มีประสิทธิภาพ
สามมาตรการหลักที่เสนอ
ชัยวัฒน์นำเสนอแนวทางแก้ปัญหา 3 ระดับที่เชื่อมโยงกัน ดังนี้
**1. เชื่อมระบบ AI กับการออกใบสั่งและตัดแต้ม**
แนวคิดคือให้กล้อง AI ที่จับภาพการกระทำผิดไม่ได้แค่บันทึกข้อมูลไว้เฉยๆ แต่เชื่อมต่อกับระบบออกใบสั่งและระบบตัดแต้มใบอนุญาตขับขี่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแบบอัตโนมัติ วิธีนี้ช่วยลดความล่าช้าและการรั่วไหลของกระบวนการ เพราะระบบทำงานเองโดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ด้วยตาเปล่า
**2. มาตรการเข้มกับรถสาธารณะที่ฝ่าฝืนซ้ำ**
รถสาธารณะ เช่น รถตู้ แท็กซี่ มินิบัส มีบทบาทสำคัญต่อการจราจร การกระทำผิดของรถกลุ่มนี้ส่งผลกระทบวงกว้างกว่ารถส่วนตัว ข้อเสนอคือเชื่อมข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อดำเนินมาตรการตัดแต้มหรือยกเลิกใบอนุญาตขับขี่สาธารณะสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำๆ
**3. ผลักดันการถ่ายโอนอำนาจจราจรมาให้ กทม.**
นี่คือข้อเสนอที่ท้าทายที่สุด เพราะปัจจุบันการบริหารจัดการจราจรในกรุงเทพฯ ยังอยู่ในมือของตำรวจนครบาล ซึ่งขึ้นตรงกับส่วนกลาง ไม่ใช่ กทม. ทำให้เมื่อ กทม. อยากแก้ปัญหาจราจร ก็ทำได้แค่บางส่วน ต้องรอประสานงานกับอีกหน่วยงาน ข้อเสนอนี้ต้องการแก้ไขระดับ พ.ร.บ. ซึ่งหมายความว่าต้องทำงานร่วมกับพรรคการเมืองระดับชาติด้วย
ประเด็นที่น่าคิดต่อ
อ่านนโยบายเหล่านี้แล้ว มีหลายจุดที่น่าพิจารณา
- **ความเป็นไปได้จริง**: การเชื่อมระบบ AI กับฐานข้อมูลใบอนุญาตขับขี่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้ง กทม., ตำรวจ, กรมการขนส่ง คำถามคือถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ แล้วหน่วยงานอื่นไม่ยอมร่วมมือ จะทำอย่างไร
- **การถ่ายโอนอำนาจเป็นเรื่องระยะยาว**: การแก้ไข พ.ร.บ. ไม่สามารถทำได้ในสมัยเดียว และต้องอาศัยเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของผู้ว่าฯ โดยตรง นโยบายนี้จึงเป็นเรื่องของ "ทิศทาง" มากกว่าสัญญาที่ทำได้ใน 4 ปี
- **ระบบตัดแต้มใช้ได้แค่ไหน**: หลายประเทศใช้ระบบนี้ได้ผล เช่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนี แต่ต้องอาศัยฐานข้อมูลที่แม่นยำ กระบวนการอุทธรณ์ที่ยุติธรรม และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจกฎเกณฑ์
- **รถติดไม่ได้มาจากการฝ่าฝืนกฎอย่างเดียว**: แม้บังคับใช้กฎหมายได้ดีขึ้น ปัญหารถติดยังมาจากโครงสร้างถนน ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และการขาดระบบขนส่งสาธารณะที่ดีพอ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่า
"ฟูลทีม" ที่พูดถึงหมายความว่าอะไร
ชัยวัฒน์เน้นย้ำว่าครั้งนี้พรรคประชาชนลงสนามทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งแนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะในทางปฏิบัติ ส.ก. คือคนที่รู้ปัญหาระดับพื้นที่จริงๆ รู้ว่าจุดไหนรถติดเพราะอะไร จุดไหนมีการจอดรถผิดกฎหมายเป็นประจำ การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ว่าฯ กับ ส.ก. ที่มาจากพรรคเดียวกันจะช่วยให้นโยบายถูกขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น แทนที่จะสะดุดเพราะขัดแย้งกันเองในสภา กทม.
สรุป
นโยบายจราจรของชัยวัฒน์มีจุดน่าสนใจตรงที่ไม่ได้หยุดแค่การ "เพิ่มกล้อง" แต่พยายามเชื่อมโยงข้อมูลให้มีผลจริงในเชิงกฎหมาย และผลักดันให้ กทม. มีอำนาจจัดการปัญหาในบ้านตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกทิศทาง
แต่สุดท้าย ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ต้องชั่งน้ำหนักเองว่า ระหว่างนโยบายที่ฟังดูดีกับความสามารถในการทำให้เกิดขึ้นจริง ใครมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน เพราะปัญหารถติดกรุงเทพฯ นั้นถูกพูดถึงมาทุกการเลือกตั้ง แต่ถนนยังติดอยู่เหมือนเดิม
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #สรุปข่าว #ข่าวไทย #ข่าวดัง #อัพเดตข่าว #ข่าวล่าสุด