Growth Mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโต เป็นแนวคิดของ Carol Dweck นักจิตวิทยาที่สแตนฟอร์ด และเป็นหนึ่งในแนวคิดที่ถูกนำไปใช้ในโรงเรียนทั่วโลกเร็วที่สุด รวมถึงในไทย
แต่เรื่องราวของหลักฐานที่รองรับมันน่าสนใจกว่าที่หนังสือเล่าไว้
แนวคิดหลัก
Dweck แยกความเชื่อของคนเรื่องความสามารถออกเป็นสองแบบ
**กรอบความคิดแบบตายตัว** เชื่อว่าความฉลาดและความสามารถเป็นสิ่งที่ติดตัวมา เปลี่ยนไม่ได้มาก คนกลุ่มนี้เลี่ยงงานยากเพราะการล้มเหลวจะเปิดเผยว่าตัวเองไม่เก่ง
**กรอบความคิดแบบเติบโต** เชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายามและวิธีที่ถูก คนกลุ่มนี้มองความล้มเหลวเป็นข้อมูลว่าต้องปรับอะไร
การทดลองเรื่องคำชมที่คลาสสิก
ปี 1998 Claudia Mueller และ Carol Dweck ตีพิมพ์งานที่มีอิทธิพลมาก
พวกเขาให้เด็กทำโจทย์แล้วชมสองแบบ กลุ่มหนึ่งชมว่า "หนูเก่งมาก ฉลาดจริงๆ" อีกกลุ่มชมว่า "หนูทำงานหนักมาก ตั้งใจดี"
ต่อมาให้เลือกโจทย์ชุดถัดไป ผลคือกลุ่มที่ถูกชมว่าฉลาด เลือกโจทย์ง่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ส่วนกลุ่มที่ถูกชมเรื่องความพยายาม เลือกโจทย์ยากที่ได้เรียนรู้มากกว่า
และเมื่อให้ทั้งสองกลุ่มเจอโจทย์ที่ยากจนทำไม่ได้ กลุ่มที่ถูกชมว่าฉลาดเสียกำลังใจมากกว่าและทำผลงานในรอบถัดไปแย่ลง
ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงจากงานนี้คือ **ชมที่กระบวนการ ไม่ใช่ชมที่ตัวคน** ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ยืนได้ดีที่สุดในเรื่องทั้งหมด
แล้วหลักฐานภาพรวมบอกอะไร
เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำไปทำเป็นโปรแกรมในโรงเรียนทั่วโลก ก็มีการตรวจสอบตามมา
ปี 2018 Victoria Sisk และคณะตีพิมพ์การรวบรวมงานวิจัยในวารสาร Psychological Science โดยรวมงานหลายร้อยชิ้น ผลคือ
- ความสัมพันธ์ระหว่างกรอบความคิดกับผลการเรียนโดยรวม **อ่อนมาก**
- โปรแกรมสอน Growth Mindset ให้ผลเฉลี่ยเล็กมากเช่นกัน
- แต่พบผลชัดขึ้นในสองกลุ่ม คือนักเรียนที่มีความเสี่ยงทางการเรียนและนักเรียนฐานะยากจน
ปี 2019 David Yeager และคณะ ซึ่งมี Dweck ร่วมด้วย ตีพิมพ์การทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ในวารสาร Nature กับนักเรียนมัธยมกว่า 12,000 คนในสหรัฐ โดยใช้โปรแกรมออนไลน์เพียงราวสองชั่วโมง
ผลคือ **พบผลจริงและวัดได้ แต่เล็ก** และพบเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่ผลการเรียนอยู่ระดับล่าง โดยเกรดเฉลี่ยดีขึ้นเล็กน้อย และมีเงื่อนไขสำคัญคือได้ผลเฉพาะในโรงเรียนที่บรรทัดฐานของเพื่อนสนับสนุนการเรียน
สรุปสถานะปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา
Growth Mindset **มีผลจริง ไม่ใช่เรื่องหลอก** แต่ผลของมันเล็กกว่าที่หนังสือขายดีและคอร์สอบรมพูดถึงมาก และไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการศึกษาทั้งระบบ
การเอาโปสเตอร์คำคมไปติดผนังห้องเรียนแล้วคาดว่าคะแนนจะขึ้น เป็นการใช้ที่ไม่ตรงกับหลักฐาน สิ่งที่งานวิจัยชี้คือมันช่วยได้กับเด็กที่เชื่อว่าตัวเองทำไม่ได้อยู่แล้ว และต้องมาพร้อมกับการสอนวิธีเรียนที่ดีขึ้นจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
**"แค่พยายามให้มากขึ้น"** Dweck เองออกมาเขียนเตือนเรื่องนี้ โดยเรียกว่ากรอบความคิดแบบเติบโตปลอม คือการชมความพยายามลอยๆ ทั้งที่วิธีที่ใช้ผิดตั้งแต่แรก
ถ้าเด็กอ่านหนังสือด้วยการอ่านทวนซ้ำไปมาซึ่งเป็นวิธีที่งานวิจัยพบว่าไม่ได้ผลดี การบอกให้อ่านทวนหนักขึ้นก็ไม่ช่วย สิ่งที่ต้องทำคือเปลี่ยนวิธี เช่น ให้ทดสอบตัวเองแทนการอ่านทวน
**"คำว่ายังไม่ได้"** การเติมคำว่า "ยัง" เข้าไปในประโยค เช่น "หนูยังทำไม่ได้" ช่วยได้ในระดับภาษาและกำลังใจ แต่มันไม่มีประโยชน์ถ้าไม่มีขั้นตอนต่อไปที่ชัดเจนว่าต้องทำอะไรจึงจะได้
เอาไปใช้กับลูกและกับตัวเองอย่างไร
**สิ่งที่หลักฐานหนุนพอสมควร**
- ชมที่วิธีและความพยายาม พร้อมระบุให้เจาะจง เช่น "ที่หนูลองวาดใหม่สามรอบจนได้สัดส่วนพอดี ตรงนั้นดีมาก" ดีกว่า "หนูเก่งจัง"
- เวลาลูกทำไม่ได้ ให้ถามว่า "ลองวิธีไหนไปแล้วบ้าง แล้วจะลองอะไรต่อ" ซึ่งเปลี่ยนโฟกัสจากความสามารถไปที่กลยุทธ์
- เล่าความล้มเหลวของตัวเองให้ลูกฟังพร้อมกับสิ่งที่ปรับ เพราะเด็กเรียนจากที่เห็นมากกว่าที่ได้ยิน
- สอนวิธีเรียนที่มีหลักฐาน เช่น การทดสอบตัวเองและการทบทวนแบบเว้นระยะ ควบคู่ไปด้วย เพราะกำลังใจอย่างเดียวไม่พอ
**สิ่งที่ควรเลิกคาดหวัง**
อย่าคิดว่าการเปลี่ยนความเชื่อจะแก้ปัญหาที่มีรากมาจากเรื่องอื่น เด็กที่อ่านหนังสือไม่ออกเพราะมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กที่มาโรงเรียนโดยไม่ได้กินข้าวเช้า หรือเด็กที่บ้านไม่มีที่เงียบให้ทำการบ้าน ต้องการการช่วยเหลือที่ตรงกับปัญหานั้น ไม่ใช่กรอบความคิด
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย