ซื้อตั๋วหนังมาแล้วดูไปครึ่งเรื่องแล้วรู้ว่าไม่สนุก คนส่วนใหญ่เลือกทนดูให้จบ เหตุผลที่ให้ตัวเองคือ "เสียดายค่าตั๋ว"
แต่ถ้าคิดให้ตรง เงินค่าตั๋วเสียไปแล้วไม่ว่าจะอยู่หรือกลับ สิ่งที่ยังเลือกได้คือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่งข้างหน้า การอยู่ต่อจึงเท่ากับเสียทั้งเงินและเวลา นี่คือกับดักที่เรียกว่า Sunk Cost Fallacy
งานวิจัยที่วัดผลได้ชัด
ปี 1985 ฮาล อาร์คส์ และแคทเธอรีน บลูเมอร์ ทดลองกับคนซื้อตั๋วชุดละครประจำฤดูกาล โดยสุ่มแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจ่ายราคาเต็ม กลุ่มสองได้ส่วนลดเล็กน้อย กลุ่มสามได้ส่วนลดมาก ทุกคนได้ที่นั่งและรายการเดียวกันหมด
ผลคือกลุ่มที่จ่ายเต็มราคาเข้าชมมากครั้งกว่ากลุ่มที่ได้ส่วนลด ทั้งที่คุณภาพการแสดงเหมือนกันเป๊ะ ตัวแปรเดียวที่ต่างคือเงินที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งตามหลักเหตุผลไม่ควรมีผลต่อการตัดสินใจว่าคืนนี้จะไปดูหรือไม่
เห็นได้ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่
- กินบุฟเฟต์จนแน่นเกินไปเพราะจ่ายไปแล้ว
- ซ่อมรถเก่าซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเพิ่งลงเงินไปรอบก่อน จนรวมแล้วแพงกว่าซื้อคันใหม่
- เรียนต่อในสาขาที่รู้ตัวว่าไม่ชอบ เพราะลงทุนไปสองปีแล้ว
- อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีความสุขเพราะ "คบกันมานาน"
- ธุรกิจทุ่มเงินเพิ่มในโครงการที่ล้มเหลว เพราะยกเลิกแล้วจะดูเหมือนยอมรับว่าเงินก่อนหน้าเสียเปล่า พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่าการยกระดับความผูกมัด
ในระดับชาติมีตัวอย่างดังคือโครงการเครื่องบินคองคอร์ด ที่อังกฤษและฝรั่งเศสเดินหน้าต่อทั้งที่ประเมินแล้วว่าไม่คุ้ม จนเรื่องนี้ถูกเรียกว่า Concorde Fallacy
คำถามเดียวที่ช่วยได้มากที่สุด
"ถ้าวันนี้ฉันเริ่มจากศูนย์ ไม่มีอะไรลงทุนไว้เลย ฉันจะเลือกทางนี้ไหม"
ถ้าคำตอบคือไม่ ต้นทุนที่จ่ายไปแล้วไม่ควรทำให้คำตอบเปลี่ยน เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน เงินก้อนนั้นก็ไม่กลับมา
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย