เพลงเป็นเสียงที่จัดเรียงกัน ไม่มีสารอาหาร ไม่ช่วยหนีภัย แต่มันทำให้คนขนลุก ร้องไห้ และจำเรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อนได้ทั้งฉาก
สมองปล่อยโดพามีนสองจังหวะ
ปี 2011 ทีมของ Valorie Salimpoor ที่มหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Neuroscience โดยใช้ทั้งการสแกน PET และ fMRI กับคนที่ขนลุกได้ตอนฟังเพลงที่ชอบ
ผลที่พบน่าสนใจมากคือ สมองปล่อยโดพามีนออกมาสองช่วงที่แยกกันได้
**ช่วงที่ 1 ก่อนถึงท่อนเด็ด** สมองส่วนที่เรียกว่าคอเดตทำงานขึ้นในช่วงที่เพลงกำลังไต่ไปหาจุดสูงสุด นี่คือช่วงของการคาดหวัง
**ช่วงที่ 2 ตอนท่อนเด็ดมาถึง** สมองส่วนนิวเคลียสแอคคัมเบนส์ทำงานขึ้น เป็นช่วงของการได้รับรางวัลจริง
แปลว่าความสุขจากดนตรีครึ่งหนึ่งอยู่ที่การรอ ซึ่งอธิบายว่าทำไมเพลงที่เราฟังจนจำได้ทุกโน้ตยังทำให้ขนลุกได้ เพราะเรารู้ว่าอะไรจะมา และการรู้นั่นเองคือส่วนหนึ่งของความสุข
ความเซอร์ไพรส์ที่กำลังพอดี
เพลงที่คาดเดาได้ทั้งหมดจะน่าเบื่อ เพลงที่คาดเดาไม่ได้เลยจะฟังไม่รู้เรื่อง
สิ่งที่ทำให้เพลงจับใจคือการเล่นกับความคาดหวัง คือสร้างรูปแบบให้สมองจับได้ แล้วหักมุมเล็กน้อยในจุดที่พอดี คอร์ดที่ไม่คาดคิดหนึ่งคอร์ด การหยุดเงียบหนึ่งจังหวะก่อนท่อนฮุก หรือการเปลี่ยนคีย์
มีงานวิจัยที่วิเคราะห์เพลงฮิตจำนวนมากแล้วพบว่าเพลงที่คนชอบมักอยู่ในโซนกลางระหว่างคาดเดาได้และไม่ได้ ซึ่งตรงกับหลักการที่ระบบรางวัลในสมองตอบสนองต่อสิ่งที่ดีกว่าที่คาดไว้
ทำไมเพลงเก่าทำให้จำเรื่องเก่าได้ทั้งฉาก
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า reminiscence bump คือคนจำเพลงจากช่วงอายุราว 10-25 ปีได้ดีเป็นพิเศษ
เหตุผลคือช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราสร้างตัวตน มีประสบการณ์ครั้งแรกหลายอย่าง และสมองเก็บความจำในช่วงนั้นแน่นกว่าช่วงอื่น เมื่อเพลงถูกฟังซ้ำในบริบทของเหตุการณ์ มันจึงถูกเก็บพร้อมกับกลิ่น ภาพ และความรู้สึกในตอนนั้น
น่าสนใจว่าความจำเกี่ยวกับดนตรีอยู่ในสมองบริเวณที่โรคอัลไซเมอร์ทำลายช้ากว่าบริเวณอื่น จึงมีการใช้ดนตรีจากวัยหนุ่มสาวกับผู้ป่วยสมองเสื่อม และพบว่าผู้ป่วยที่จำชื่อลูกไม่ได้ยังร้องเพลงเก่าตามได้ถูกทุกคำ
เพลงเศร้าทำไมทำให้รู้สึกดี
ฟังดูขัดกัน แต่มีคำอธิบายอยู่
งานวิจัยด้านนี้เสนอว่าเวลาฟังเพลงเศร้า เรารู้สึกเศร้าแบบที่ปลอดภัย คือไม่มีภัยจริงมาถึงตัว สมองจึงประมวลผลอารมณ์นั้นได้โดยไม่ต้องป้องกันตัว
นอกจากนี้ยังให้ความรู้สึกว่าไม่ได้เศร้าอยู่คนเดียว เพราะมีคนแต่งเพลงนี้ขึ้นมาซึ่งแปลว่าเขาเข้าใจ และมีงานที่พบว่าคนเลือกฟังเพลงเศร้าตอนอกหักไม่ใช่เพื่อจมอยู่ แต่เพื่อให้ความรู้สึกได้รับการยอมรับก่อน ซึ่งเป็นขั้นที่จำเป็นก่อนจะผ่านไปได้
เอาไปใช้กับชีวิตประจำวัน
- **ตอนออกกำลังกาย** เพลงจังหวะราว 120-140 บีตต่อนาทีช่วยให้ออกได้นานขึ้นและรู้สึกเหนื่อยน้อยลง มีงานวิจัยด้านกีฬารองรับส่วนนี้ค่อนข้างชัด
- **ตอนทำงานที่ต้องใช้ภาษา** เพลงที่มีเนื้อร้องรบกวนงานที่ต้องอ่านหรือเขียน เพราะแย่งใช้ระบบประมวลผลภาษาเดียวกัน ให้เลือกเพลงไม่มีเนื้อหรือเสียงธรรมชาติ
- **ตอนต้องสงบ** เพลงจังหวะช้ากว่าอัตราการเต้นของหัวใจช่วยให้หายใจช้าลงและหัวใจเต้นช้าลงตาม ซึ่งเป็นกลไกทางสรีรวิทยาจริง
- **ตอนอารมณ์ไม่ดี** วิธีที่งานวิจัยหนุนคือเริ่มจากเพลงที่ตรงกับอารมณ์ตอนนั้นก่อน แล้วค่อยไล่ไปหาเพลงที่สว่างขึ้น การกระโดดไปเพลงสนุกทันทีมักไม่ได้ผล
เรื่องที่ควรเลิกเชื่อ
แนวคิดที่ว่าฟังเพลงคลาสสิกทำให้ฉลาดขึ้นหรือทำให้เด็กในท้องฉลาด มาจากการตีความเกินเลยของงานปี 1993 ที่พบว่าคนทำแบบทดสอบด้านมิติสัมพันธ์ได้ดีขึ้นเล็กน้อยเป็นเวลาราว 15 นาทีหลังฟังเพลงโมสาร์ต
งานทำซ้ำภายหลังพบว่าผลนั้นเกิดจากการที่เพลงทำให้อารมณ์ดีและตื่นตัวขึ้น ไม่ใช่ฤทธิ์พิเศษของโมสาร์ต และเพลงอื่นที่คนชอบก็ให้ผลเหมือนกัน ส่วนธุรกิจซีดีสำหรับทารกที่โฆษณาเรื่องนี้ ไม่มีหลักฐานรองรับ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย