เราไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงเพราะขี้ขลาด สมองเราคำนวณต้นทุนของการเปลี่ยนกับการอยู่เฉยด้วยเกณฑ์ที่ไม่เท่ากันมาตั้งแต่แรก
ชื่อของมันและงานที่ตั้งชื่อ
ปี 1988 William Samuelson และ Richard Zeckhauser ตีพิมพ์งานในวารสาร Journal of Risk and Uncertainty และตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า Status Quo Bias หรืออคติเข้าข้างสภาพเดิม
หนึ่งในการทดลองของเขาคือให้ผู้เข้าร่วมเลือกพอร์ตการลงทุน โดยกลุ่มหนึ่งเลือกจากศูนย์ อีกกลุ่มบอกว่า "คุณมีพอร์ตนี้อยู่แล้ว จะเปลี่ยนไหม"
ผลคือกลุ่มที่มีของเดิมอยู่แล้วเลือกที่จะไม่เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ แม้ตัวเลือกทั้งหมดจะเหมือนกันเป๊ะทั้งสองกลุ่ม เพียงแต่ถูกจัดกรอบใหม่ว่าอะไรคือ "ของที่มีอยู่"
หลักฐานที่แรงที่สุดคือเรื่องบริจาคอวัยวะ
ปี 2003 Eric Johnson และ Daniel Goldstein ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดยเทียบอัตราการยินยอมบริจาคอวัยวะระหว่างประเทศในยุโรป
ประเทศที่ใช้ระบบต้องติ๊กเพื่อเข้าร่วม เช่น เดนมาร์ก เยอรมนี และสหราชอาณาจักรในตอนนั้น มีอัตราผู้ยินยอมอยู่ในหลักสิบเปอร์เซ็นต์ บางประเทศต่ำกว่า 20%
ประเทศที่ใช้ระบบเป็นผู้บริจาคโดยปริยาย และต้องติ๊กเพื่อออก เช่น ออสเตรีย เบลเยียม และฝรั่งเศส มีอัตราผู้ยินยอมสูงกว่า 90% บางประเทศเกิน 99%
คนในสองกลุ่มประเทศนี้ไม่ได้มีค่านิยมต่างกันขนาดนั้น สิ่งที่ต่างคือช่องที่ถูกติ๊กไว้ล่วงหน้า นี่เป็นหลักฐานที่ชัดที่สุดว่าค่าตั้งต้นมีพลังมหาศาล
กลไกสามอย่างที่ทำงานร่วมกัน
**1. ความเจ็บจากการเสียหนักกว่าความสุขจากการได้** ตามทฤษฎีของ Kahneman และ Tversky การเสียสิ่งที่มีอยู่รู้สึกแรงกว่าการได้สิ่งใหม่ที่มูลค่าเท่ากันประมาณสองเท่า การเปลี่ยนจึงถูกประเมินว่าเสี่ยงเกินคุ้มไว้ก่อน
**2. ความเสียใจที่คาดล่วงหน้า** ถ้าเปลี่ยนแล้วแย่ลง เราจะรู้สึกผิดว่า "ก็เพราะฉันเปลี่ยนเอง" แต่ถ้าไม่เปลี่ยนแล้วแย่ลง เรารู้สึกว่ามันเกิดขึ้นกับเรา สมองจึงเลี่ยงการเป็นผู้รับผิด
**3. ต้นทุนของการคิด** การเปลี่ยนต้องหาข้อมูล เปรียบเทียบ กรอกเอกสาร เสี่ยงผิดพลาด การไม่ทำอะไรไม่ต้องจ่ายต้นทุนนี้ และในโลกที่ตัวเลือกมีมากเกินไป การอยู่เฉยจึงเป็นทางออกที่ประหยัดที่สุด
เห็นได้ที่ไหนในชีวิตคนไทย
- **ค่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน** รู้ว่าแพ็กเกจใหม่ถูกกว่าแต่ไม่ย้าย เพราะขี้เกียจโทรและกลัวเน็ตล่ม
- **ประกันและกองทุน** ถือของเดิมมาสิบปีโดยไม่เคยเทียบผลตอบแทนกับค่าธรรมเนียม
- **บริการรายเดือนที่ไม่ได้ใช้** สตรีมมิ่งและแอปที่ตัดเงินทุกเดือน ซึ่งบริษัทรู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ไม่ยกเลิก จึงออกแบบขั้นตอนยกเลิกให้ยากกว่าขั้นตอนสมัคร
- **งานที่ไม่มีความสุขแต่ไม่ลาออก** ซึ่งซับซ้อนกว่าเพราะมีเรื่องรายได้จริง แต่กลไกนี้ก็มีส่วน
- **ดอกเบี้ยบ้าน** หลายคนไม่รีไฟแนนซ์ทั้งที่ครบกำหนดโปรโมชันแล้วและดอกเบี้ยเด้งขึ้น ซึ่งเสียเงินจริงเป็นแสนตลอดสัญญา
ใช้อคตินี้ให้เป็นประโยชน์
เมื่อรู้ว่าค่าตั้งต้นมีพลัง ก็เอามาตั้งให้ตัวเองได้
- **ตั้งโอนเงินเข้าบัญชีเงินออมอัตโนมัติวันเงินเดือนออก** ให้การออมเป็นค่าตั้งต้น และการใช้เงินก้อนนั้นต้องออกแรง แทนที่จะเป็นทางกลับกัน
- **เตรียมชุดออกกำลังกายวางไว้ข้างเตียง** ลดแรงเสียดทานของสิ่งที่อยากทำ
- **ลบแอปที่อยากเลิกใช้** เพิ่มแรงเสียดทานของสิ่งที่ไม่อยากทำ
- **ตั้งวันตรวจสอบประจำปี** เช่น เดือนมกราคมทุกปีให้เปิดดูค่าบริการรายเดือน ประกัน และดอกเบี้ยบ้านทั้งหมด เปลี่ยนการทบทวนให้เป็นกิจวัตร ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีแรงบันดาลใจ
ลดอคตินี้ตอนตัดสินใจเรื่องใหญ่
เทคนิคที่ตรงกับกลไกที่สุดคือ **สลับคำถาม**
อย่าถามว่า "ควรเปลี่ยนไหม" เพราะคำถามนี้ตั้งของเดิมเป็นค่าตั้งต้นและให้ของใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง
ให้ถามว่า **"ถ้าวันนี้ยังไม่มีอะไรเลย ฉันจะเลือกอันไหน"** คำถามนี้ล้างค่าตั้งต้นออก และมักได้คำตอบที่ต่างไปอย่างชัดเจน
อีกวิธีคือถามว่า "ถ้าไม่เปลี่ยนอะไรเลย อีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร" เพราะการอยู่เฉยรู้สึกเหมือนไม่ได้เลือก แต่จริงๆ มันคือการเลือกอย่างหนึ่งที่มีผลลัพธ์ของตัวเอง
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย