ตัวเลข 1.3 ล้านเท่าคือการเทียบปริมาตร ไม่ใช่เส้นผ่านศูนย์กลาง ซึ่งคนสับสนบ่อย
แยกตัวเลขให้ชัด
- **ปริมาตร** ถ้าจะเอาโลกไปยัดใส่ดวงอาทิตย์ ใส่ได้ราว 1.3 ล้านลูก
- **เส้นผ่านศูนย์กลาง** ดวงอาทิตย์กว้างราว 1.39 ล้านกิโลเมตร เทียบกับโลกที่ราว 12,742 กิโลเมตร คือกว้างกว่าประมาณ 109 เท่า
- **มวล** หนักกว่าโลกราว 333,000 เท่า
เหตุผลที่ปริมาตรต่างกัน 1.3 ล้านเท่า แต่ความกว้างต่างกันแค่ 109 เท่า เพราะปริมาตรโตตามกำลังสามของรัศมี 109 ยกกำลังสามได้ราว 1.3 ล้านพอดี
เจ้าของระบบสุริยะตัวจริง
มวลของดวงอาทิตย์คิดเป็นราว 99.86% ของมวลทั้งหมดในระบบสุริยะ ที่เหลือ 0.14% คือดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวง ดวงจันทร์ทุกดวง ดาวเคราะห์น้อย และดาวหางรวมกัน
และในเศษ 0.14% นั้น ดาวพฤหัสบดีกินไปเกือบสองในสาม โลกเป็นแค่เศษเสี้ยวของเศษเสี้ยว
ความหนาแน่นน้อยกว่าโลก
เรื่องที่ขัดความรู้สึกคือ ดวงอาทิตย์มีความหนาแน่นเฉลี่ยราว 1.41 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ขณะที่โลกมีราว 5.51
แปลว่าถ้าเทียบต่อปริมาตรเท่ากัน วัสดุของโลกหนักกว่าวัสดุของดวงอาทิตย์เกือบ 4 เท่า เพราะดวงอาทิตย์เป็นแก๊สไฮโดรเจนกับฮีเลียมเกือบทั้งหมด ส่วนโลกเป็นหินและเหล็ก
แต่ที่แกนกลางดวงอาทิตย์ ความดันสูงมากจนความหนาแน่นสูงกว่าตะกั่วหลายเท่า ค่าเฉลี่ยที่ต่ำมาจากชั้นนอกที่เบาบางมาก
เตาปฏิกรณ์ที่ลดน้ำหนักทุกวินาที
ในแกนกลางที่ร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียส ไฮโดรเจนหลอมรวมเป็นฮีเลียม กระบวนการนี้เปลี่ยนไฮโดรเจนราว 600 ล้านตันต่อวินาที และในนั้นมีราว 4 ล้านตันที่หายไปเป็นพลังงานตามสมการ E=mc² ของไอน์สไตน์
ผิวดวงอาทิตย์ร้อนราว 5,500 องศาเซลเซียส แต่ชั้นบรรยากาศชั้นนอกที่เรียกว่าโคโรนากลับร้อนกว่าถึงหลักล้านองศา ซึ่งเป็นปัญหาที่นักฟิสิกส์ยังหาคำตอบสมบูรณ์ไม่ได้ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่นาซาส่งยานพาร์กเกอร์โซลาร์โพรบเข้าไปสำรวจใกล้ๆ
แต่ในกาแล็กซี มันคือดาวขนาดกลาง
ดวงอาทิตย์จัดเป็นดาวประเภท G ซึ่งอยู่กลางๆ ของตาราง ดาวส่วนใหญ่ในทางช้างเผือกกว่า 70% เป็นดาวแคระแดงที่เล็กและจางกว่าดวงอาทิตย์มาก
แต่ดาวที่ใหญ่ที่สุดที่รู้จักทำให้ดวงอาทิตย์ดูเล็กมาก เช่น UY Scuti และ Stephenson 2-18 ซึ่งประเมินว่ามีรัศมีราว 1,500-2,100 เท่าของดวงอาทิตย์
ถ้าเอาดาวขนาดนั้นมาวางแทนดวงอาทิตย์ ผิวของมันจะกินเข้ามาถึงวงโคจรของดาวพฤหัสบดี โลกกับดาวอังคารจะอยู่ข้างในตัวดาว
เห็นแค่ 8 นาทีที่ผ่านมา
แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาราว 8 นาที 20 วินาทีเดินทางถึงเราที่ระยะราว 150 ล้านกิโลเมตร แปลว่าเราไม่เคยเห็นดวงอาทิตย์ในเวลาจริงเลย
แต่พลังงานที่ออกมาจากแกนกลางใช้เวลานานกว่านั้นมาก มันชนกับอนุภาคไปมาในเนื้อดวงอาทิตย์ก่อนโผล่ถึงผิว ใช้เวลาประมาณหลักหมื่นถึงแสนปี แสงที่อุ่นตัวเราวันนี้จึงเริ่มเดินทางจากใจกลางในยุคที่มนุษย์ยังใช้เครื่องมือหิน
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย