ความรู้สึกอิ่มใจหลังช่วยคนอื่นไม่ใช่เรื่องอุปมา มันมีพื้นฐานทางชีววิทยาและวัดผลได้
การทดลองที่ออกแบบมาชัดที่สุด
ปี 2008 Elizabeth Dunn, Lara Aknin และ Michael Norton ตีพิมพ์ในวารสาร Science
การทดลองสำคัญที่สุดในงานนี้คือ พวกเขาให้ซองเงินกับผู้เข้าร่วมในตอนเช้า จำนวน 5 หรือ 20 ดอลลาร์ พร้อมคำสั่งที่สุ่มให้ กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้ใช้เงินกับตัวเองภายในวันนั้น อีกกลุ่มให้ใช้กับคนอื่นหรือบริจาค
ตอนเย็นวัดระดับความสุข ผลคือกลุ่มที่ใช้เงินกับคนอื่นมีความสุขมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และจำนวนเงิน 5 หรือ 20 ดอลลาร์ไม่ต่างกันเลย
จุดที่ทำให้งานนี้แข็งคือมันเป็นการทดลองที่สุ่มคำสั่ง ไม่ใช่การสำรวจว่าคนใจดีมีความสุขกว่าหรือเปล่า ซึ่งจะตอบไม่ได้ว่าอะไรทำให้อะไร
ทำซ้ำได้ในวัฒนธรรมที่ต่างกันมาก
ทีมเดียวกันและทีมอื่นทำซ้ำในหลายประเทศทั้งแคนาดา ยูกันดา อินเดีย และแอฟริกาใต้ พบผลไปในทางเดียวกัน แม้ระดับรายได้ของประเทศจะต่างกันมาก
และมีงานที่ทำกับเด็กเล็กอายุไม่ถึง 2 ปี โดยให้เด็กแจกขนมให้ตุ๊กตา พบว่าเด็กแสดงความสุขมากกว่าตอนได้ขนมเอง ซึ่งชี้ว่าแนวโน้มนี้มาก่อนการเรียนรู้เรื่องบรรทัดฐานสังคม
เกิดอะไรขึ้นในร่างกาย
เมื่อเราช่วยคนอื่น สมองส่วนที่เกี่ยวกับระบบรางวัลอย่างสไตรเอตัมทำงานขึ้น ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ทำงานเวลาเราได้เงินหรือได้กินของอร่อย มีงานสแกนสมองที่พบว่าการบริจาคกระตุ้นบริเวณนี้ได้แม้เป็นการบริจาคแบบถูกบังคับจากภาษี
นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับ
- **ออกซิโทซิน** ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความผูกพันและความไว้ใจ
- **การลดฮอร์โมนความเครียด** มีงานที่พบว่าคนที่ช่วยผู้อื่นเป็นประจำมีระดับความเครียดและการอักเสบต่ำกว่า
- **การเบนความสนใจออกจากตัวเอง** ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้ในการรักษาภาวะซึมเศร้าบางรูปแบบ เพราะการหมกมุ่นกับตัวเองเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการหนักขึ้น
เงื่อนไขที่ทำให้ได้ผลกับที่ไม่ได้ผล
งานวิจัยต่อมาพบว่าการช่วยคนอื่นไม่ได้ทำให้มีความสุขทุกกรณี เงื่อนไขสำคัญมี 3 ข้อ
**1. ต้องรู้สึกว่าเลือกเอง** ถ้าถูกบังคับหรือถูกกดดันทางสังคมให้บริจาค ผลด้านความสุขหายไปหรือกลับเป็นลบ
**2. ต้องเห็นผลของสิ่งที่ทำ** งานของ Aknin พบว่าการให้ที่รู้ว่าเงินไปถึงใครและช่วยอะไรได้ ให้ความสุขมากกว่าการโอนเข้ากองกลางที่ไม่รู้ปลายทาง
**3. ต้องรู้สึกเชื่อมโยงกับคนที่ช่วย** การช่วยคนที่เราเห็นหน้าและได้พูดคุยด้วย ให้ผลมากกว่าการกดโอนออนไลน์เฉยๆ
แต่มีด้านที่ต้องระวัง
เรื่องนี้มีคำที่ต้องรู้จักคือ **compassion fatigue** หรือความเหนื่อยหน่ายจากการเห็นใจ พบมากในพยาบาล ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ครู และอาสาสมัครที่ทำงานหนักต่อเนื่อง
คนกลุ่มนี้ให้มากเกินกำลังตัวเองจนหมดพลัง แล้วเริ่มรู้สึกชา หมดความรู้สึกร่วม และรู้สึกผิดที่หมดความรู้สึกร่วม การให้จึงต้องมีขอบเขต ไม่ใช่ยิ่งให้ยิ่งดี
คนที่ดูแลผู้ป่วยในบ้านควรมีเวลาพักของตัวเองและมีคนสลับ ซึ่งไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ดูแลได้นาน
นำไปใช้แบบเล็กและทำได้จริง
ไม่ต้องบริจาคเงินก้อนใหญ่ งานวิจัยบอกว่าจำนวนไม่สำคัญเท่าการที่มันเชื่อมกับคนจริง
- ซื้อกาแฟให้เพื่อนร่วมงานที่กำลังงานหนัก
- ส่งข้อความบอกใครคนหนึ่งว่าเขาช่วยเราไว้ตอนไหน ให้เจาะจง มีงานวิจัยที่พบว่าการเขียนขอบคุณแบบเจาะจงให้ผลกับทั้งผู้เขียนและผู้รับ
- สอนสิ่งที่เราถนัดให้ใครฟรีหนึ่งชั่วโมง
- เป็นคนแรกที่ยื่นมือช่วยตอนคนอื่นลังเล ซึ่งยังช่วยทำลายภาวะที่ทุกคนรอให้คนอื่นทำก่อนอีกด้วย
จุดที่ควรระวังคือ อย่าทำเพราะหวังผลว่าจะได้ความสุข เพราะการช่วยที่มีเงื่อนไขว่า "ฉันต้องรู้สึกดีนะ" ทำให้กลายเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งงานวิจัยพบว่าให้ผลน้อยกว่าการให้เพราะเห็นว่าเขาต้องการ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย