ภาพถ่ายจากยานสำรวจของนาซาบนดาวอังคารยืนยันเรื่องนี้มาหลายครั้ง ตอนพระอาทิตย์ตก บริเวณรอบดวงอาทิตย์เรืองเป็นสีฟ้าอมน้ำเงิน ตรงข้ามกับโลกที่ท้องฟ้าตอนเย็นเป็นสีส้มแดง
ทบทวนว่าทำไมท้องฟ้าโลกเป็นสีฟ้า
บรรยากาศโลกเต็มไปด้วยโมเลกุลอากาศที่เล็กกว่าความยาวคลื่นแสงมาก โมเลกุลพวกนี้กระเจิงแสงสีน้ำเงินได้ดีกว่าสีแดงหลายเท่า เรียกว่าการกระเจิงแบบเรย์ลี
กลางวันเราจึงเห็นฟ้าเป็นสีฟ้า เพราะแสงน้ำเงินถูกกระเจิงมาจากทุกทิศ และตอนเย็นแสงต้องผ่านชั้นบรรยากาศหนากว่าเดิมหลายเท่า สีน้ำเงินถูกกระเจิงหายไปเกือบหมดจนเหลือแดงส้มมาถึงตาเรา
บนดาวอังคารตัวแปรหลักคือฝุ่น
บรรยากาศดาวอังคารบางมาก มีความดันไม่ถึง 1% ของโลก แต่มีฝุ่นละเอียดแขวนลอยอยู่ตลอดเวลา ขนาดราว 1-2 ไมโครเมตร ซึ่งใหญ่กว่าโมเลกุลอากาศมาก
ฝุ่นขนาดนี้ทำสองอย่าง หนึ่งคือดูดกลืนแสงสีน้ำเงินไว้บางส่วน สองคือกระเจิงแสงสีน้ำเงินที่เหลือไปข้างหน้าเป็นมุมแคบ ต่างจากสีแดงที่กระจายออกกว้าง
ผลที่ตามมาคือ
- กลางวันมองขึ้นฟ้าทั่วๆ จะเห็นโทนน้ำตาลอมส้มหรือสีคาราเมล เพราะสีแดงกระจายทั่วท้องฟ้า
- ตอนพระอาทิตย์ตก เมื่อมองไปทางดวงอาทิตย์โดยตรง แสงน้ำเงินที่ถูกกระเจิงมุมแคบไปข้างหน้าจะมารวมกันบริเวณนั้น ทำให้เห็นวงเรืองสีน้ำเงินรอบดวงอาทิตย์
พูดสั้นๆ คือดาวอังคารสลับสีกับโลก ฟ้ากลางวันออกแดง ฟ้าตอนเย็นออกน้ำเงิน
หลักฐานจากยานสำรวจ
ยาน Spirit ถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกสีน้ำเงินที่หลุมกูเซฟในปี 2005 และยาน Curiosity ถ่ายได้อีกครั้งที่หลุมเกลในปี 2015 ภาพเหล่านี้ถูกปรับสมดุลสีให้ใกล้เคียงกับที่ตาคนจะเห็นถ้าไปยืนอยู่ที่นั่นจริง
เกร็ดเพิ่มเติมเรื่องดาวอังคาร
- ดวงอาทิตย์ที่เห็นจากดาวอังคารเล็กกว่าที่เห็นจากโลกราวสองในสาม เพราะอยู่ไกลกว่า
- พระอาทิตย์ตกกินเวลานานกว่าบนโลก เพราะฝุ่นในบรรยากาศเก็บและกระจายแสงต่อได้อีกนานหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
- สีแดงของพื้นผิวมาจากสนิมเหล็ก หรือเหล็กออกไซด์ในดินและฝุ่น
- หนึ่งวันบนดาวอังคารยาวราว 24 ชั่วโมง 37 นาที ใกล้เคียงโลกจนทีมภาคพื้นดินที่ควบคุมยานต้องปรับตารางชีวิตเลื่อนไปทุกวัน
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย