เรื่องน่าเจ็บใจของการเรียนคือ วิธีที่รู้สึกว่าได้ผลมักได้ผลน้อย และวิธีที่รู้สึกยากมักได้ผลมาก
1. ทดสอบตัวเองดีกว่าอ่านทวน
ปี 2006 Henry Roediger และ Jeffrey Karpicke ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ซึ่งเป็นงานที่เปลี่ยนคำแนะนำเรื่องการเรียนไปทั้งวงการ
พวกเขาให้นักศึกษาอ่านบทความ แล้วแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอ่านทวนอีกครั้ง อีกกลุ่มปิดหนังสือแล้วเขียนสิ่งที่จำได้ออกมา ใช้เวลาเท่ากัน
ผลออกมาสองชั้นที่น่าสนใจมาก
- **ทดสอบทันที** กลุ่มที่อ่านทวนทำได้ดีกว่าเล็กน้อย
- **ทดสอบอีกครั้งหลังผ่านไป 1 สัปดาห์** กลุ่มที่ปิดหนังสือแล้วเขียนออกมา จำได้มากกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มอ่านทวนลืมไปมาก
และที่สำคัญคือ **นักศึกษาทำนายผลผิด** กลุ่มที่อ่านทวนมั่นใจว่าตัวเองจำได้ดีกว่า เพราะการอ่านทวนทำให้เนื้อหาดูคุ้นเคย ซึ่งสมองแปลความคุ้นเคยผิดว่าเป็นความรู้
ปี 2011 Karpicke และ Janell Blunt ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดยเทียบการดึงข้อมูลออกจากหัวกับการทำแผนผังความคิด ผลคือการดึงข้อมูลออกมาชนะอีกครั้ง
**เอาไปใช้** หลังอ่านจบหนึ่งบท ปิดหนังสือแล้วเขียนสรุปจากความจำก่อนเปิดเทียบ ทำการ์ดคำถามแทนการไฮไลต์ และอธิบายเรื่องที่เรียนให้คนอื่นฟังโดยไม่ดูโน้ต
2. ทบทวนแบบเว้นระยะ
ปี 1885 Hermann Ebbinghaus ทดลองกับตัวเองด้วยการจำพยางค์ไร้ความหมายหลายพันชุด และวาดสิ่งที่เรียกว่าเส้นโค้งการลืม ซึ่งแสดงว่าเราลืมเร็วมากในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ช้าลง
จุดสำคัญที่เขาพบคือ **การทบทวนตอนที่ใกล้จะลืม ทำให้เส้นโค้งลาดลงช้ากว่าเดิมในรอบถัดไป** ยิ่งทบทวนซ้ำในจังหวะที่ถูก ยิ่งลืมช้าลงเรื่อยๆ
ปี 2006 Nicholas Cepeda และคณะ ตีพิมพ์การรวบรวมงานวิจัยกว่า 300 การทดลองในวารสาร Psychological Bulletin ยืนยันว่าการเรียนแบบกระจายเวลาให้ผลดีกว่าการอัดรวดเดียวอย่างสม่ำเสมอ และให้แนวว่าระยะห่างที่เหมาะสมสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ต้องการจำ
**ตารางที่ใช้ได้จริง** ทบทวนหลังเรียน 1 วัน แล้ว 3 วัน แล้ว 1 สัปดาห์ แล้ว 2 สัปดาห์ แล้ว 1 เดือน ถ้าจำได้ง่ายให้ขยายระยะออกไป ถ้าลืมให้ย่นเข้ามา
โปรแกรมอย่าง Anki ทำเรื่องนี้ให้อัตโนมัติ แต่กล่องใส่การ์ดกระดาษที่แบ่งช่องตามความยากก็ใช้ได้ผลเหมือนกัน
**สิ่งที่ควรเลิก** การอัดคืนก่อนสอบได้ผลกับข้อสอบวันรุ่งขึ้นจริง แต่ความรู้จะหายไปเกือบหมดในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นปัญหาถ้าวิชานั้นต่อยอดในเทอมถัดไป
3. ทำไมการอ่านหนังสือเปลี่ยนชีวิตได้ และข้อที่ควรระวัง
มีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ ปี 2016 Avni Bavishi และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Social Science and Medicine โดยติดตามผู้สูงอายุกว่า 3,600 คนเป็นเวลา 12 ปี พบว่าคนที่อ่านหนังสือเป็นประจำมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าคนที่ไม่อ่านราว 20% และการอ่านหนังสือให้ผลชัดกว่าการอ่านนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์
แต่ต้องอ่านอย่างระวัง นี่เป็นการศึกษาแบบสังเกต คนที่อ่านหนังสือมักมีการศึกษาสูงกว่า รายได้ดีกว่า และสุขภาพดีกว่าอยู่แล้ว ทีมวิจัยปรับค่าตัวแปรเหล่านี้แล้วแต่ก็สรุปเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้
อีกงานที่มักถูกอ้างคือปี 2013 David Kidd และ Emanuele Castano ตีพิมพ์ในวารสาร Science ว่าการอ่านวรรณกรรมช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าใจใจคนอื่น งานนี้ **มีปัญหาในการทำซ้ำในภายหลัง** จึงยังไม่ควรถือเป็นข้อสรุป
**สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจกว่า** คือการอ่านให้จำได้และใช้ได้ต้องทำมากกว่าการกวาดตา
- จดคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างอ่าน แล้วหาคำตอบเอง
- ปิดหนังสือทุกจบบท เขียนสรุป 3 บรรทัดจากความจำ
- เล่าให้คนอื่นฟังภายใน 48 ชั่วโมง
- อ่าน 10 เล่มแบบเอาไปใช้ ดีกว่าอ่าน 50 เล่มแบบผ่านตา จำนวนเล่มต่อปีเป็นตัวเลขที่วัดผิดจุด
4. เรียนรู้จากความผิดพลาด — ไม่ง่ายเท่าที่คำคมบอก
คำแนะนำที่ว่าให้เรียนจากความล้มเหลวนั้นดี แต่มีงานวิจัยที่บอกว่ามันสวนกับธรรมชาติของคน
ปี 2019 Lauren Eskreis-Winkler และ Ayelet Fishbach ตีพิมพ์ชุดการทดลองที่พบว่า **คนเรียนรู้จากความล้มเหลวได้น้อยกว่าเรียนรู้จากความสำเร็จ** ทั้งจากของตัวเองและของคนอื่น
เหตุผลไม่ใช่เพราะข้อมูลจากความล้มเหลวมีน้อยกว่า แต่เพราะความล้มเหลวคุกคามภาพลักษณ์ของตัวเอง คนจึงหันหนีไม่อยู่กับมันนานพอที่จะเรียนอะไรได้ และในการทดลองหนึ่ง ผู้เข้าร่วมที่ได้ผลป้อนกลับว่าตอบผิด จำคำตอบที่ถูกได้น้อยกว่าคนที่ได้ผลป้อนกลับว่าตอบถูก
**แปลว่าการเรียนจากความล้มเหลวไม่เกิดขึ้นเอง มันต้องมีโครงสร้าง**
- **ทบทวนเป็นข้อๆ ไม่ใช่เป็นความรู้สึก** เขียน 3 คำถาม คือ เราคาดว่าจะเกิดอะไร เกิดอะไรจริง และต่างกันเพราะอะไร
- **แยกการกระทำออกจากตัวคน** "แผนนี้ประเมินเวลาผิด" เรียนได้ ส่วน "ฉันมันห่วย" เรียนไม่ได้เพราะสมองจะเข้าโหมดป้องกันตัว
- **ทำในทีมต้องมีความปลอดภัยทางจิตใจ** ถ้าคนพูดความผิดพลาดแล้วถูกลงโทษ ทุกคนจะเลิกรายงานปัญหา และองค์กรจะเรียนรู้อะไรไม่ได้เลย
- **ระวังอคติผู้รอด** เรื่องเล่าความล้มเหลวของคนที่สุดท้ายสำเร็จ ไม่ได้บอกว่าคนที่ทำเหมือนกันแล้วไม่สำเร็จมีอีกกี่คน
5. วิธีคิดแบบ First Principles
แนวคิดนี้มีรากมาจากอริสโตเติล คือการแยกปัญหาลงไปถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานที่แน่นอน แล้วสร้างคำตอบขึ้นใหม่จากตรงนั้น ไม่ใช่คิดโดยเทียบกับสิ่งที่คนอื่นทำอยู่
ตัวอย่างที่ถูกยกบ่อยที่สุดคือเรื่องแบตเตอรี่ ในช่วงที่ต้นทุนแพ็กแบตเตอรี่อยู่ราว 600 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และคนในวงการเชื่อว่ามันถูกลงไม่ได้แล้ว วิธีคิดแบบนี้คือถามว่า **แบตเตอรี่ประกอบด้วยวัตถุดิบอะไรบ้าง และวัตถุดิบเหล่านั้นราคาเท่าไหร่ในตลาดโลก** ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้วต่ำกว่าราคาแพ็กมาก ช่องว่างที่เหลือจึงเป็นเรื่องกระบวนการผลิตที่แก้ได้ ไม่ใช่ข้อจำกัดทางฟิสิกส์
**วิธีทำ 4 ขั้น**
1. เขียนปัญหาให้ชัด และอย่าใส่วิธีแก้ลงไปในโจทย์ เขียนว่า "ต้องส่งของถึงลูกค้าเร็วขึ้น" ไม่ใช่ "ต้องซื้อรถเพิ่ม"
2. ลิสต์สมมติฐานทั้งหมดที่เราเชื่ออยู่ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
3. แยกแต่ละข้อว่าเป็น **กฎธรรมชาติ** ที่เปลี่ยนไม่ได้ หรือเป็น **ธรรมเนียม** ที่คนตั้งขึ้น เช่น "ต้องเปิดร้าน 9 โมง" เป็นธรรมเนียม
4. สร้างคำตอบใหม่จากส่วนที่เป็นกฎธรรมชาติเท่านั้น
**ข้อควรระวังที่ไม่ค่อยมีใครพูด** วิธีนี้ใช้เวลาและพลังงานมาก จึงไม่คุ้มกับทุกเรื่อง เรื่องที่ควรใช้คือเรื่องใหญ่ที่ทำแบบเดิมมานานและติดเพดาน
และธรรมเนียมหลายอย่างมีเหตุผลซ่อนอยู่ที่คนรุ่นก่อนเรียนมาด้วยราคาแพง โดยเฉพาะกฎด้านความปลอดภัย การรื้อโดยไม่หาก่อนว่ามันตั้งขึ้นเพราะอะไร มักทำให้ต้องเรียนบทเรียนเดิมซ้ำอีกครั้งด้วยตัวเอง คำถามที่ควรถามคู่กันคือ **"กฎนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อกันอะไร"** ถ้าตอบได้แล้วยังเห็นว่าไม่จำเป็น จึงรื้อ
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย