กฎ 80/20 เป็นเครื่องมือคิดที่มีประโยชน์จริง แต่ถูกใช้ผิดบ่อยมากจนบางครั้งกลายเป็นข้ออ้าง
ที่มาที่แท้จริง
ปี 1896 Vilfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี ตีพิมพ์ข้อสังเกตว่าที่ดินราว 80% ในอิตาลีเป็นของประชากรราว 20% และเขาพบรูปแบบคล้ายกันในประเทศอื่น
เขาไม่ได้ตั้งชื่อว่ากฎ 80/20 คนที่ทำให้แนวคิดนี้ดังในโลกธุรกิจคือ Joseph Juran ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพในทศวรรษ 1940-1950 ซึ่งเรียกมันว่าหลักการของ Pareto และใช้กับการควบคุมคุณภาพในโรงงาน คือหาสาเหตุจำนวนน้อยที่ทำให้เกิดของเสียจำนวนมาก
Juran เองเรียกมันว่า "ส่วนน้อยที่สำคัญและส่วนมากที่ไม่สำคัญ" ซึ่งภายหลังเขาแก้เป็น "ส่วนมากที่มีประโยชน์" เพราะไม่อยากให้คนทิ้งส่วนที่เหลือไปเลย
ทำไมรูปแบบนี้พบบ่อย
ข้างหลังมันมีคำอธิบายทางคณิตศาสตร์ คือการแจกแจงแบบกฎกำลัง ซึ่งเกิดขึ้นในระบบที่มีการเสริมแรงตัวเอง
ยกตัวอย่างให้เห็น เว็บที่มีคนลิงก์ถึงเยอะจะถูกคนเห็นมากขึ้น จึงถูกลิงก์ถึงมากขึ้นอีก คนรวยมีทุนไปลงทุนต่อจึงรวยขึ้นอีก ร้านที่มีรีวิวเยอะจะมีคนเข้าเยอะจึงมีรีวิวเพิ่ม
ระบบแบบนี้ให้ผลลัพธ์ที่กระจุกตัวไม่เท่ากัน ไม่ใช่กระจายเป็นระฆังคว่ำแบบส่วนสูงของคน จึงพบรูปแบบ "ส่วนน้อยกินส่วนใหญ่" ในหลายเรื่อง
แต่ 80 กับ 20 ไม่ใช่ตัวเลขจริง
ประเด็นที่คนพลาดมากที่สุดคือคิดว่า 80 กับ 20 ต้องบวกกันได้ 100 ซึ่งไม่จำเป็นเลย
ในความเป็นจริงอาจเป็น 90/10, 70/30 หรือ 95/1 ก็ได้ ในธุรกิจแอปมือถือ รายได้ส่วนใหญ่มักมาจากผู้ใช้เพียง 1-2% ซึ่งสุดขั้วกว่า 80/20 มาก
และมีเรื่องที่รูปแบบนี้ไม่เกิดขึ้นเลย เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก และคะแนนสอบ ซึ่งกระจายแบบปกติ การพยายามหา "20% ที่ให้ผล 80%" ในเรื่องพวกนี้จึงไม่มีความหมาย
วิธีใช้ที่ได้ผลจริง
วิธีใช้ที่ถูกต้องคือใช้เป็น **คำถาม** ไม่ใช่คำตอบ
คำถามคือ "ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ที่ฉันได้ มาจากอะไรบ้าง" แล้วไปหาข้อมูลจริงมาดู ไม่ใช่เดา
- **ธุรกิจ** ดึงยอดขายรายลูกค้าออกมาเรียงจากมากไปน้อย แล้วดูว่าลูกค้ากี่รายให้รายได้เท่าไหร่ ตัวเลขจริงมักทำให้ตกใจ
- **สินค้า** เรียงกำไรต่อ SKU แล้วดูว่ามีสินค้ากี่ตัวที่ขาดทุนแต่ยังสต๊อกอยู่
- **เวลาทำงาน** จดเวลาที่ใช้ทั้งสัปดาห์ตามหมวด แล้วดูว่างานที่สร้างผลลัพธ์จริงกินเวลากี่เปอร์เซ็นต์
- **ปัญหาลูกค้า** นับเรื่องที่ลูกค้าร้องเรียนแล้วเรียงความถี่ ซึ่งเป็นวิธีที่ Juran ใช้ตั้งแต่แรก มักพบว่าแก้ 2-3 เรื่องก็ลดเรื่องร้องเรียนได้ครึ่ง
กับดักที่ต้องระวัง
**1. ใช้เป็นข้ออ้างให้ทำงานลวกๆ** คำพูดว่า "ทำ 20% ให้ได้ผล 80%" ใช้ไม่ได้กับงานที่ความปลอดภัยเกี่ยวข้อง เช่น การผลิตยา การก่อสร้าง หรือบัญชี ในงานเหล่านี้ 20% ที่เหลือคือส่วนที่คนเจ็บถ้าพลาด
**2. ตัด 80% ทิ้งโดยไม่ดูว่ามันหนุนอะไรอยู่** ลูกค้ารายเล็กจำนวนมากอาจไม่ทำกำไรตรงๆ แต่เป็นคนที่บอกต่อและทำให้ร้านดูมีคนใช้ การตัดออกอาจทำให้รายใหญ่หายไปด้วย
**3. คิดว่า 20% นั้นคงที่** ลูกค้าที่ทำกำไรที่สุดวันนี้อาจไม่ใช่กลุ่มเดียวกันในอีกสองปี ต้องกลับมาดูข้อมูลใหม่เป็นระยะ
**4. เดาแทนที่จะวัด** คนส่วนใหญ่คิดว่ารู้อยู่แล้วว่าอะไรคือ 20% ของตัวเอง แต่พอวัดจริงมักไม่ตรงกับที่คิด ประโยชน์ทั้งหมดของเครื่องมือนี้อยู่ที่การไปดูข้อมูล ไม่ใช่ที่ตัวเลข 80 กับ 20
สรุปให้ใช้ได้
กฎ 80/20 ไม่ใช่กฎธรรมชาติเหมือนกฎแรงโน้มถ่วง มันเป็นข้อสังเกตว่าในหลายระบบ ผลลัพธ์กระจายไม่เท่ากันอย่างมาก
คุณค่าของมันคือมันเตือนเราว่าอย่าปฏิบัติกับทุกอย่างเท่ากัน ให้ไปหาข้อมูลว่าอะไรสำคัญจริง แล้วจัดสรรเวลาและเงินตามนั้น ส่วนตัวเลขที่ได้จะเป็นเท่าไหร่ ให้ข้อมูลบอก ไม่ใช่ให้ตัวเลข 80 กับ 20 บอก
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย