ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่คุ้มที่สุดอย่างหนึ่งในตลาดไทย ย่อยง่ายกว่าเนื้อแดง ไขมันอิ่มตัวต่ำ และปลาหลายชนิดมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อหัวใจและสมอง คำแนะนำด้านโภชนาการทั่วไปแนะนำให้กินปลาประมาณสัปดาห์ละสองครั้ง แต่คนส่วนใหญ่ทำน้อยกว่านั้นเพราะกลัวสองเรื่อง คือกลัวคาวและกลัวทำแล้วเนื้อแตกไม่สวย ทั้งสองเรื่องแก้ได้ด้วยเทคนิคง่ายๆ
เลือกปลาให้สดและถูก
- ตาใส นูน ไม่ขุ่นและไม่ยุบลึก
- เหงือกสีแดงสด ไม่ใช่สีน้ำตาลคล้ำ
- เนื้อแน่น กดแล้วเด้งกลับ ไม่บุบค้าง
- กลิ่นควรเป็นกลิ่นทะเลหรือกลิ่นน้ำจืดอ่อนๆ ไม่ใช่กลิ่นฉุนเปรี้ยว
- ปลาไทยที่ราคาไม่แพงแต่โอเมก้า 3 ดีคือปลาทู ปลาสวาย ปลาช่อน ปลากะพง และปลาซาร์ดีนกระป๋องในน้ำเกลือ
- ปลาทูนึ่งในเข่งเป็นตัวเลือกที่คุ้มที่สุด ราคาไม่กี่สิบบาทแต่ให้โอเมก้า 3 สูงเทียบเท่าปลาแซลมอนในปริมาณที่ใกล้กัน
เคล็ดลับดับคาวที่ใช้ได้จริง
ล้างปลาให้สะอาด ขอดเกล็ดและควักไส้ออกให้หมด เพราะกลิ่นคาวส่วนใหญ่มาจากเลือดและเครื่องในที่เหลือติดอยู่ ขูดเยื่อสีดำในช่องท้องออกด้วย จากนั้นซับให้แห้งด้วยกระดาษ ขั้นตอนซับให้แห้งสำคัญมากเพราะปลาเปียกจะไม่ติดกระทะและเนื้อจะแตก
หมักด้วยเกลือกับน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูสักห้านาทีแล้วล้างออก หรือใช้ขิงกับตะไคร้ทุบวางรองตอนนึ่ง ทั้งสองวิธีลดกลิ่นคาวได้ชัดเจน
1. ปลาทูทอดกระเทียมพริกไทย
ซับปลาทูนึ่งให้แห้งสนิท ตั้งกระทะให้ร้อนจริงก่อนใส่น้ำมัน ใส่ปลาลงแล้วอย่าพลิกจนผิวเหลืองกรอบ ประมาณสามถึงสี่นาทีต่อด้าน พอสุกทั้งสองด้านตักขึ้น แล้วเจียวกระเทียมสับกับพริกไทยในน้ำมันที่เหลือ ราดบนปลา กินกับข้าวสวยและน้ำพริกกะปิ เมนูนี้ต้นทุนไม่ถึงห้าสิบบาทสำหรับสองคน
2. ปลานึ่งมะนาว
วางตะไคร้ทุบและขิงซอยรองในจาน วางปลากะพงหรือปลานิลทั้งตัวที่บั้งเนื้อไว้ นึ่งไฟแรงประมาณ 12 ถึง 15 นาทีขึ้นกับขนาด ระหว่างนั้นผสมน้ำยำจากน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อย กระเทียมสับ พริกขี้หนูสับ และน้ำซุป พอปลาสุกเทน้ำที่ออกจากปลาทิ้งบางส่วนแล้วราดน้ำยำ โรยผักชีและคื่นช่าย เคล็ดลับคือราดน้ำยำหลังนึ่งเสร็จ ไม่ใช่ราดก่อนนึ่ง เพื่อให้รสเปรี้ยวสดไม่เพี้ยน
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย