ความรู้
2026-06-05
คนขับรถทัวร์เที่ยวสุดท้าย — เรื่องเล่าจากถนนสายมรณะ
วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับเรื่องราว "คนขับรถทัวร์เที่ยวสุดท้าย — เรื่องเล่าจากถนนสายมรณะ" แนวสยองขวัญ ที่จะทำให้คุณตื่นเต้นไปกับทุกช่วงของเรื่อง
ลุงสมบัติขับรถทัวร์สายกรุงเทพ-เชียงใหม่มายี่สิบสามปี เส้นทางนี้เขารู้จักดีกว่าถนนหน้าบ้านตัวเอง ทุกโค้ง ทุกทางลง ทุกจุดที่ต้องเบรก เขาจำได้หมด แต่คืนนั้น คืนวันที่ 13 เมษายน รอบสุดท้ายของวัน รถออกจากสถานีหมอชิตตอนสี่ทุ่ม ผู้โดยสารเกือบเต็มคัน ยกเว้นที่นั่งแถวสุดท้ายซ้ายมือ ที่ว่างอยู่หนึ่งที่ ลุงสมบัติรู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่ก่อนออกรถ มีอะไรบางอย่างในอากาศที่หนักผิดปกติ แต่เขาเป็นคนขับอาชีพ จะมากลัวอะไรกับความรู้สึกลอยๆ
รถออกจากกรุงเทพ วิ่งขึ้นเหนือตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านสระบุรี ผ่านลพบุรี ทุกอย่างปกติ ผู้โดยสารส่วนใหญ่หลับแล้ว ลุงสมบัติเปิดวิทยุเบาๆ ฟังเพลงลูกทุ่ง ลมเย็นจากแอร์พัดสม่ำเสมอ แสงไฟบนถนนวิ่งผ่านกระจกหน้าเป็นจังหวะ แต่พอผ่านนครสวรรค์เข้าเขตภูเขา ถนนเริ่มมืดลง ไฟถนนห่างออก ป่าสองข้างทางเริ่มทึบขึ้น วิทยุเริ่มมีเสียงรบกวน จนสุดท้ายเหลือแต่เสียงซ่า ลุงสมบัติปิดวิทยุ ขับต่อในความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ และเสียงลมที่ปะทะตัวรถ
ตอนเที่ยงคืนพอดี รถแวะจอดที่ปั๊มน้ำมันเล็กๆ กลางทาง ให้ผู้โดยสารลงเข้าห้องน้ำ ลุงสมบัติยืนสูบบุหรี่ข้างรถ นับผู้โดยสารที่ลงไป แล้วสังเกตว่ามีคนที่ไม่ได้ลง ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่แถวสุดท้ายซ้ายมือ ที่นั่งที่เมื่อกี้ว่างอยู่ เธอสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ผมยาวปิดหน้า นั่งก้มหน้าเงียบ ลุงสมบัติคิดว่าเธอคงขึ้นมาตอนจอดที่ลพบุรีโดยที่เขาไม่ทันสังเกต เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ผู้โดยสารกลับขึ้นรถครบ ลุงสมบัติสตาร์ทเครื่อง ขับต่อเข้าสู่เส้นทางภูเขาช่วงที่มืดที่สุด
หลังออกจากปั๊มน้ำมันได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ลุงสมบัติเริ่มรู้สึกแปลก อุณหภูมิในรถเย็นลงผิดปกติ ทั้งที่แอร์ตั้งไว้ 24 องศาเหมือนเดิม กระจกข้างเริ่มเป็นฝ้า เขาเช็ดกระจกด้วยผ้า แต่ฝ้ากลับมาใหม่ทันที จากกระจกมองหลัง เขาเห็นผู้โดยสารนอนหลับกันหมด ยกเว้นผู้หญิงแถวสุดท้าย เธอนั่งตัวตรง หันหน้ามาทางกระจกมองหลัง ลุงสมบัติมองเห็นแค่ผมยาวดำสนิทปิดหน้า แต่เขารู้สึกได้ว่า เธอกำลังมองเขาอยู่ ผ่านช่องว่างของเส้นผม รู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องเขม็งมาที่ท้ายทอยของเขา ลุงสมบัติรีบหันกลับไปมองถนน มือบีบพวงมาลัยแน่น
ถนนเริ่มเข้าโค้งภูเขาที่ลุงสมบัติรู้จักดี ช่วงนี้เป็นทางโค้งต่อเนื่องสิบกว่าโค้ง ข้างทางเป็นหน้าผาสูง ด้านล่างเป็นหุบเขาลึก จุดนี้เคยมีอุบัติเหตุหลายครั้ง ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า โค้งร้อยศพ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขจริงเท่าไหร่ แต่ศาลพระภูมิริมทางมีมากกว่าสิบแห่ง ดอกไม้สดเสมอ ลุงสมบัติเข้าโค้งแรก โค้งที่สอง ไฟหน้ารถส่องเห็นป้ายเตือนสีเหลืองเก่าๆ ทาสีใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทันใดนั้น มีผู้โดยสารคนหนึ่งตื่นขึ้น ผู้ชายวัยกลางคน นั่งแถวกลาง เขาลุกขึ้นมาเดินมาหาลุงสมบัติ แล้วพูดเสียงสั่นว่า พี่ครับ ผู้หญิงแถวหลัง เธอไม่มีเท้าครับ
ลุงสมบัติหัวใจเต้นแรง แต่เขาขับรถมาสามสิบปี เขารู้ว่าถ้าตื่นตกใจตอนนี้ รถทั้งคันจะตกเขา เขาบอกผู้ชายคนนั้นเสียงนิ่งว่า กลับไปนั่งที่ อย่ามองเธอ อย่าพูดกับเธอ ผู้ชายคนนั้นกลับไปนั่ง แต่ลุงสมบัติเห็นจากกระจกว่ามือเขาสั่น ลุงสมบัติค่อยๆ มองกระจกมองหลังอีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนท่านั่ง เธอยืนขึ้น ไม่ใช่ยืนบนพื้นรถ เธอลอยอยู่เหนือพื้นประมาณหนึ่งคืบ เสื้อสีดำยาวคลุมลงมา ด้านล่างไม่มีขา ไม่มีเท้า มีแค่ความว่างเปล่า เธอเริ่มเคลื่อนตัวมาทางด้านหน้ารถ ช้าๆ ผ่านผู้โดยสารที่นอนหลับ ไม่มีเสียงฝีเท้า มีเพียงความเย็นที่ลามตามทางที่เธอผ่าน
ลุงสมบัติทำสิ่งเดียวที่เขาทำได้ คือขับต่อ มือกุมพวงมาลัย ตามองถนน ปากสวดมนต์เบาๆ เขาไม่หันกลับไปมอง เขารู้ว่าเธออยู่ข้างหลังเขาแล้ว ห่างไม่กี่ฟุต ความเย็นแผ่มาถึงหลังคอ ขนทั้งตัวลุกชัน กระจกมองหลังเป็นฝ้าจนมองไม่เห็นอะไร แต่เขาได้ยินเสียงหายใจ เสียงหายใจเบาๆ ข้างหูขวา เสียงนั้นใกล้มาก ใกล้จนรู้สึกลมเย็นกระทบใบหู ลุงสมบัติกัดฟัน ขับต่อ ตามองตรง ไม่หัน ไม่หยุด ไม่ตอบสนอง เขาจำคำที่รุ่นพี่คนขับรถเคยบอกได้ ถ้าเจออะไร อย่าหัน อย่าพูด อย่าหยุดรถ ขับให้ผ่านโค้งร้อยศพไปให้ได้ แล้วมันจะไป
รถผ่านโค้งสุดท้ายของช่วงร้อยศพ ถนนเริ่มตรงขึ้น ไฟถนนกลับมา ความเย็นผิดปกติจางหายไปทันที เหมือนมีคนยกผ้าห่มน้ำแข็งออกจากหลังเขา ลุงสมบัติค่อยๆ มองกระจกมองหลัง ฝ้าหายไปแล้ว เห็นผู้โดยสารนอนหลับตามปกติ ที่นั่งแถวสุดท้ายซ้ายมือ ว่างเปล่า ไม่มีผู้หญิงคนนั้น เหมือนไม่เคยมีใครนั่งตรงนั้น ลุงสมบัติหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ มือยังสั่น แต่เขาขับต่อ ผู้ชายแถวกลางตื่นอยู่ สองคนสบตากันผ่านกระจก ไม่มีใครพูดอะไร แต่ทั้งคู่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน
รถถึงเชียงใหม่ตอนตีห้า ผู้โดยสารทยอยลง ลุงสมบัติยืนดูทุกคนลง นับจำนวน ตรงกับรายชื่อที่ขายตั๋วไว้ ไม่มีผู้โดยสารเกิน ไม่มีชื่อผู้หญิงคนนั้น ผู้ชายแถวกลางเดินมาหาลุงสมบัติก่อนลง พูดเบาๆ ว่า ขอบคุณที่ไม่หยุดรถครับ แล้วเดินจากไป ลุงสมบัติขึ้นไปตรวจรถ เดินไปแถวสุดท้าย ที่นั่งซ้ายมือ เบาะแห้งสะอาด ไม่มีรอยนั่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาชะงัก บนพนักพิงศีรษะ มีเส้นผมยาวสีดำติดอยู่เส้นเดียว และกลิ่น กลิ่นดอกไม้จันทน์จางๆ กลิ่นที่ใช้ในงานศพ
บทส่งท้าย
ลุงสมบัติขับรถทัวร์สายนี้อีกห้าปีหลังจากคืนนั้น ก่อนจะเกษียณ เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้นอีก แต่ทุกครั้งที่ผ่านโค้งร้อยศพ เขาจะปิดวิทยุ สวดมนต์ และไม่มองกระจกมองหลัง จนกว่าจะผ่านช่วงนั้นไป รุ่นพี่ที่เคยสอนเขาบอกว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นวิญญาณของคนที่เสียชีวิตบนโค้งร้อยศพ เธอขึ้นรถทุกคืนวันที่ 13 ของเดือน พยายามกลับบ้าน แต่ไม่เคยถึง ถ้าคนขับหยุดรถหรือตอบสนองเธอ รถคันนั้นจะไม่ผ่านโค้งร้อยศพไปได้ ลุงสมบัติเล่าเรื่องนี้ให้คนขับรุ่นใหม่ฟัง เป็นบทเรียนเดียวกันที่ส่งต่อกันมา ถ้าคุณนั่งรถทัวร์สายเหนือรอบดึก และรู้สึกว่าอากาศเย็นลงผิดปกติ อย่าหันไปมองแถวสุดท้าย
หวังว่าเรื่อง "คนขับรถทัวร์เที่ยวสุดท้าย — เรื่องเล่าจากถนนสายมรณะ" จะสร้างความประทับใจให้กับทุกท่าน ติดตามเรื่องราวสนุกๆ แบบนี้ได้ทุกวัน อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ!
#สยองขวัญ