บัตรเครดิตไม่ใช่เงินเพิ่ม มันคือเงินในอนาคตที่ยืมมาใช้ก่อน คนที่ใช้เป็นได้ประโยชน์จริง คนที่ใช้ไม่เป็นจ่ายแพงกว่าซื้อสดมาก
กลไกที่ต้องเข้าใจก่อนอย่างอื่น
บัตรเครดิตมีสิ่งที่เรียกว่าช่วงปลอดดอกเบี้ย คือช่วงระหว่างวันที่รูด ถึงวันครบกำหนดชำระ ซึ่งรวมกันได้ราว 45-55 วันแล้วแต่ธนาคารและวันที่รูด
**ถ้าจ่ายเต็มจำนวนตามใบแจ้งหนี้ทุกรอบ ดอกเบี้ยเป็นศูนย์** เท่ากับได้ยืมเงินธนาคารมาใช้ฟรีเดือนกว่า แล้วยังได้แต้มหรือเงินคืนอีก นี่คือวิธีใช้บัตรที่ถูกต้อง
**แต่ถ้าจ่ายไม่เต็ม แม้จะขาดไปแค่ 100 บาท** ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดดอกเบี้ยจากยอดใช้จ่ายทั้งก้อน **โดยนับย้อนไปตั้งแต่วันที่รูด** ไม่ใช่นับจากวันครบกำหนด
จุดนี้คือสิ่งที่คนพลาดมากที่สุด เพราะเข้าใจว่า "จ่ายขั้นต่ำก็ไม่เป็นไร ดอกเบี้ยคงไม่เยอะ" แต่ความจริงคือช่วงปลอดดอกเบี้ยหายไปทั้งหมดทันที
ดอกเบี้ยและตัวเลขที่ควรรู้
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ **16% ต่อปี** ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563
ส่วนยอดชำระขั้นต่ำ ธปท. มีการปรับเปลี่ยนเป็นช่วงๆ ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ในช่วงหลังอยู่ที่ราว 8-10% ของยอดคงค้าง ควรเช็กกับธนาคารของตัวเองเพราะตัวเลขนี้เปลี่ยนได้
**ลองคำนวณให้เห็นภาพ** สมมติเป็นหนี้บัตร 50,000 บาท ดอกเบี้ย 16% ต่อปี จ่ายขั้นต่ำ 8% ทุกเดือน และ **ไม่รูดเพิ่มอีกเลย**
- ใช้เวลาราว 3 ปีครึ่งถึง 4 ปีจึงหมด
- จ่ายดอกเบี้ยรวมราว 9,000-10,000 บาท
ตัวเลขนี้ยังพอรับได้ ปัญหาจริงอยู่ที่สมมติฐานข้อสุดท้าย คือคนส่วนใหญ่ที่จ่ายขั้นต่ำ **ยังรูดต่อไปเรื่อยๆ** ยอดจึงไม่เคยลด และดอกเบี้ยเดินทุกวันไม่มีวันหยุด นี่คือกับดักที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวเลขขั้นต่ำ
6 กับดักที่ต้องระวัง
**1. การกดเงินสดจากบัตรเครดิต** ไม่มีช่วงปลอดดอกเบี้ยเลย ดอกเบี้ยเริ่มเดินตั้งแต่วันที่กด บวกค่าธรรมเนียมการกดอีกราว 3% ของยอด บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม กดเงิน 10,000 บาทเสียค่าธรรมเนียมทันทีราว 321 บาทก่อนคิดดอกเบี้ย ควรใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงและคืนให้เร็วที่สุด
**2. ผ่อน 0% ที่ไม่ฟรีจริง** โปรผ่อน 0% ถูกจริงถ้าราคาสินค้าเท่ากับราคาเงินสด แต่บางร้านตั้งราคาผ่อนสูงกว่าเงินสด ให้ถามราคาสดก่อนเสมอแล้วเทียบ และถ้าผ่อน 0% อยู่ ต้องจ่ายเต็มยอดในใบแจ้งหนี้ทุกเดือน ถ้าจ่ายขั้นต่ำ ยอดอื่นในบัตรจะโดนดอกเบี้ยทั้งก้อน
**3. คิดว่าวงเงินคือเงินของเรา** วงเงิน 100,000 บาทไม่ได้แปลว่ามีเงิน 100,000 บาท มันคือหนี้ที่ธนาคารอนุญาตให้ก่อได้ กฎที่ปลอดภัยคือรูดไม่เกินเงินที่มีอยู่ในบัญชีจริงในวันนั้น
**4. ค่าธรรมเนียมชำระล่าช้าและผลต่อเครดิตบูโร** จ่ายช้าไม่ได้เสียแค่เบี้ยปรับ แต่ประวัติจะถูกส่งเข้าเครดิตบูโรและอยู่ในระบบหลายปี ซึ่งกระทบตอนขอกู้บ้านหรือกู้รถในอนาคต ตั้งจ่ายอัตโนมัติแบบเต็มจำนวนไว้กันพลาด
**5. สับสนระหว่างบัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสด** เป็นผลิตภัณฑ์ต่างกัน บัตรกดเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลมีเพดานดอกเบี้ยสูงกว่าที่ 25% ต่อปี และไม่มีช่วงปลอดดอกเบี้ย
**6. ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน** ตอนรูดต่างประเทศหรือซื้อของออนไลน์เป็นสกุลต่างประเทศ มักมีค่าธรรมเนียมแฝงราว 2-2.5% และถ้าร้านถามว่าจะคิดเป็นเงินบาทไหม ให้เลือก **สกุลเงินท้องถิ่น** เพราะการให้ร้านแปลงเป็นบาทมักได้อัตราแย่กว่า
วิธีใช้บัตรให้ได้เปรียบ
1. **ตั้งจ่ายอัตโนมัติแบบเต็มจำนวน** จากบัญชีเงินเดือน ไม่ใช่ขั้นต่ำ ข้อนี้ข้อเดียวป้องกันปัญหาได้เกือบทั้งหมด
2. **ใช้บัตรกับรายจ่ายที่จะจ่ายอยู่แล้ว** ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าของใช้ในบ้าน เพื่อเก็บเงินคืนหรือแต้ม โดยไม่ได้สร้างรายจ่ายใหม่
3. **มีบัตรน้อยใบ** ยิ่งหลายใบยิ่งจำวันครบกำหนดไม่ได้และเห็นภาพรวมหนี้ไม่ชัด
4. **เปิดแจ้งเตือนทุกรายการ** จับรายการแปลกได้เร็ว และเห็นยอดสะสมตลอดเวลา
5. **ดูยอดคงค้างจริงสัปดาห์ละครั้ง** ไม่ใช่รอใบแจ้งหนี้
6. **ยกเลิกบัตรที่ไม่ใช้** แต่ให้ปิดทีละใบและอย่าปิดพร้อมกันหมด เพราะการมีประวัติการชำระที่ดีต่อเนื่องมีประโยชน์เวลาขอสินเชื่อ
ถ้าตอนนี้เป็นหนี้อยู่แล้ว
อย่ารอให้ผิดนัดก่อนแล้วค่อยติดต่อ ธนาคารส่วนใหญ่มีโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ที่ลดดอกเบี้ยลงได้มากถ้าเข้าไปคุยตั้งแต่ยังจ่ายไหว
ถ้ามีหนี้บัตรกับหลายธนาคารและเริ่มไม่ไหว ให้ดู **คลินิกแก้หนี้** ซึ่งเป็นโครงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสถาบันการเงินหลายแห่งจัดตั้งขึ้น ช่วยรวมหนี้บัตรหลายใบให้จ่ายที่เดียวด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำลงมาก และมีศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของ ธปท. สายด่วน 1213 ให้ปรึกษาฟรี
สิ่งที่ต้องไม่ทำคือกู้เงินนอกระบบหรือกดบัตรใบใหม่มาโปะใบเก่า เพราะดอกเบี้ยจะแพงขึ้นและปัญหาจะซับซ้อนกว่าเดิม
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเลย